เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายสุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา โพสต์ถึงกรณีการจับกุมอดีตพระพุทธะอิสระ โดยจั่วหัวว่า “ทำไมพุทธะอิสระจึงประสบชะตากรรมเช่นนี้”
นายสุรพศอ้างถึงหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ” ที่ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญา เขียนไว้โดยบรรยายถึงความศรัทธาที่มีต่อหลวงปู่พุทธะอิสระ ช่วงแวะพักที่วัดอ้อน้อย ระหว่างเดินทางด้วยเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย ปลายปี 2548
“วันที่ผมได้พำนักที่วัดอ้อน้อย(ธรรมอิสระ) ถึง 4 วัน ทำให้ผมได้มองเห็นภาพหลวงปู่ ผ่านศรัทธาที่แน่วแน่และบริสุทธิ์ของเหล่าบรรดาศิษย์ ศรัทธาที่แน่วแน่และบริสุทธิ์นั้น ทำให้ผมมองเห็นภาพขององค์หลวงปู่อย่างกระจ่างชัด
“ผลไม้มงคลที่บรรดาศิษย์หลวงปู่นำมามอบให้ผมด้วยจิตอันประกอบด้วยมิตรไมตรี เป็นผลไม้ที่ผมเคี้ยวกลืน ด้วยจิตที่สัมผัสรู้ถึงรสชาติที่หอมหวานเอร็ดอร่อย เป็นผลไม้มงคลอย่างแท้จริง ผมน้อมจิตลงคารวะองค์หลวงปู่ ด้วยความสำนึกในพระคุณของท่าน องค์หลวงปู่ที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่สาระสำคัญสำหรับผมอีกต่อไป เพราะองค์หลวงปู่ที่ปรากฏในใจ ณ ขณะนี้ คือองค์พระผู้เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของประชาชน เป็นบ่อน้ำแห่งบุญที่ประชาชนได้ดื่มกินลิ้มรส เป็นมโนสัญเจตนาหารที่หล่อเลี้ยงบำรุงกุศลจิตให้เกิดขึ้นในบรรดาศิษยานุศิษย์อย่างไม่จำกัด ผมขอน้อมคาระวะหลวงปู่องค์นั้น ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง”
จาก เดินสู่อิสรภาพ/ประมวล เพ็งจันทร์
นายสุรพศระบุอีกว่า ผมเชื่อว่า อ.ประมวลเขียนออกมาจากศรัทธาด้วยใจจริง เช่นเดียวกับบรรดาผู้ปฏิบัติธรรมในวัดอ้อน้อยจำนวนมากในเวลานั้น การที่พระรูปหนึ่งจะมีผู้คนศรัทธาจำนวนมากไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะผู้ที่ศรัทธาก็ย่อมมีสติปัญญา มีความคิดของตนเองที่พิจารณาได้ว่าทำไมเขาจึงศรัทธา สิ่งที่พุทธะอิสระแสดงออกแก่ผู้ศรัทธามีทั้งการแสดงออกว่ารู้จริงในธรรมวินัย ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมวินัย และเอาจริงเอาจังกับการรักษาธรรมวินัย ด้วยความกล้าเปิดโปงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระผู้ใหญ่แบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม นี่ย่อมเป็นส่วนสำคัญหนึ่งที่ทำให้มีผู้ศรัทธาจำนวนมาก นอกเหนือจากการแสดงออกทางด้านบารมี พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ
ถามว่า อะไรที่ทำให้พระที่มีภาพลักษณ์ว่ารู้ธรรมวินัยดี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และเป็นผู้ปกป้องธรรมวินัยเผชิญชะตากรรมอย่างที่เห็น ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญมาจากการตั้ง “โจทย์ผิด” เรื่องการปกป้องธรรมวินัย และโจทย์ผิดในการต่อสู้ทางการเมือง
พูดถึงโจทย์ผิดในการต่อสู้ทางการเมืองก่อน ก็คือโจทย์ที่ว่า “รัฐประหารมีความชอบธรรม” ในการขจัดนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต หรือทำผิดกฎหมาย (ซึ่งมีคนจำนวนมากตั้งโจทย์ผิดแบบนี้) จึงทำให้พุทธะอิสระทุ่มสุดตัวในการเป็นแกนนำชุมนุมทางการเมืองขวางเลือกตั้งและสนับสนุนการปฏิรูปภายใต้อำนาจรัฐประหาร
โจทย์ผิดที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งคือ โจทย์ทางธรรมวินัย นั่นคือการถือว่า “อำนาจตามกฎหมายของมหาเถรสมาคมและอำนาจรัฐมีความชอบธรรม” ในการขจัดพระที่สอนผิด และประพฤติผิดธรรมวินัย จึงทำให้พุทธะอิสระทุ่มสุดตัวในการเรียกร้องอำนาจมหาเถรฯและอำนาจรัฐจัดการกับพระที่ตนเองเรียกว่า “อลัชชี”
โจทย์ทางการเมืองผิด เพราะขัดกับแนวทางแก้ปัญหาทางการเมืองตามกระบวนการประชาธิปไตย โจทย์ทางธรรมวินัยผิด เพราะขัดกับความชอบธรรมตามหลักธรรมวินัย กล่าวคือ เรื่องพระสอนหรือประพฤติถูกหรือผิดธรรมวินัยต้องแก้ปัญหาตามกระบวนการทางธรรมวินัยเท่านั้น ไม่ใช่ใช้อำนาจทางกฎหมายของคณะสงฆ์ที่ไม่ได้มีหลักธรรมวินัยรองรับและไม่ใช่แก้ด้วยอำนาจรัฐ (ยกเว้นกรณีพระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง)
แต่โจทย์ผิดทางการเมืองก็ดำเนินไปภายใต้ “ระบบการเมืองที่ผิดเพี้ยน” (absurd politics) ของไทยที่มีการเมืองในระบบเลือกตั้งกับการเมืองนอกระบบเลือกตั้งทับซ้อนกันอยู่ และโจทย์ผิดทางธรรมวินัยก็ดำเนินไปภายใต้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาที่กำหนดให้พระมียศศักดิ์ ตำแหน่ง อำนาจทางกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับงบประมาณรัฐ ซึ่งเป็นระบบที่ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ควรเป็นรัฐโลกวิสัย (secular state) ที่ต้องแยกศาสนากับรัฐเป็นอิสระจากกัน
จะเห็นว่าความรู้ธรรมวินัยหรือการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมวินัยในพุทธศาสนาไทย ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในเชิงป้องกัน หรือยับยั้งการตั้งโจทย์ผิดๆ และการทุ่มสุดตัวเดินตามโจทย์ผิดๆ ดังกล่าวเลย
บางคนอาจบอกว่า ถึงแม้ “ระบบ” ดังกล่าวจะมีอยู่ ถ้าพระไม่ทำผิด (แบบพุทธะอิสระถูกกล่าวหา เป็นต้น) ก็ไม่ต้องกลัวอะไร การมองเช่นนี้ย่อมขัดแย้งกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เพราะภายใต้ระบบเช่นนี้พระที่ไม่ได้ทำผิดจริง ก็มีโอกาสโดนเล่นงานได้ ดังเช่นพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ถูกขังคุกฟรี 5 ปี ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์มาแล้ว แปลว่าภายใต้ระบบการเมืองและระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาที่ผิดเพี้ยนนี้ พระที่ไม่ได้ทำผิดก็มีโอกาสถูกกลั่นแกล้งได้
ขณะเดียวกันระบบที่ผิดเพี้ยนเช่นนี้ ก็ผลิตสร้างพระที่มีบทบาทแบบพระพุทธะอิสระขึ้นมารูปแล้วรูปเล่าไม่สิ้นสุด

