ประวัติศาสตร์ใหม่ของ ‘โครเอเชีย’ การเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้านของ ‘ฟุตบอล’

โครเอเชีย สร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรก ซึ่งก่อนทัวร์นาเมนต์พวกเขาเป็นหนึ่งในม้ามืดที่มีโอกาสทำให้เกิดขึ้นได้ แต่น้อย และไม่ใช่ตัวเต็ง

ทีมตาหมากรุกเริ่มออกฤทธิ์จากการถูกวางบทเป็นม้ามืดด้วยการถล่ม อาร์เจนตินา 3-0 ตั้งแต่นัดที่สองของรอบแบ่งกลุ่ม แต่นาทีนั้นน้อยคนจะมองว่าโครเอเชียอันตราย เพราะไปโฟกัสว่าอาร์เจนตินาห่วยแตกมากกว่า สุดท้ายแล้วผลงานที่ทำให้ ลิโอเนล เมสซี่ และทีมงานคอตก เป็นการเตือนคู่แข่งทุกทีมแล้วว่า โครแอตไม่ได้มาเล่นๆ

หลังจากชนะ อังกฤษ และเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ บรรยากาศในกรุงซาเกร็บ เมืองหลวงของโครเอเชีย เต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง แฟนบอลกระโดดลงไปในน้ำพุ จุดพลุ พร้อมทั้งเสียงตะโกนของกองเชียร์สาวคนหนึ่งว่า “อังกฤษกลับบ้านไปแล้ว แต่พวกเราเข้ารอบชิงจ้า ประเทศเราเป็นประเทศเล็กๆ แต่เราทำให้เห็นแล้วว่าเราเล่นฟุตบอลกันเก่ง”

โครเอเชียมีประชากรเพียง 4 ล้านกว่าคน แต่กรุยทางเข้าถึงการชิงดำถ้วยฟุตบอลโลกได้ รวมทั้งเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหาคอร์รัปชั่นในวงการฟุตบอล และแฟนบอลสร้างปัญหาให้สพันธ์ฟุตบอลแก้ไขหลายต่อหลายครั้ง

ซดราฟโก้ มามิช รองประธานสหพันธ์ฟุตบอลโครเอเชีย และซีอีโอสโมสร ดินาโม ซาเกร็บ ทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศ ใช้ช่องทางการซื้อขายนักเตะหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ซึ่ง ลูก้า โมดริช กัปตันทีมชาติโครเอเชียชุดฟุตบอลโลก 2018 ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ถูกขายให้ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ แบบผิดกฎ และโมดริชก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพยานเท็จด้วย

แฟนบอลดินาโม ซาเกร็บ และแฟนบอลในประเทศต่อต้านมามิชอย่างรุนแรง เหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด คือ การโยนพลุแฟลร์ลงไปในสนามในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งตะโกนสโลแกนของกลุ่มฟาสซิสต์

ก่อนหน้านั้นโครเอเชียลงเตะกับอิตาลี เมื่อปี 2014 แฟนบอลก็ใช้พลุแฟลร์เป็นสัญลักษณ์สร้างความปั่นป่วนให้สหพันธ์ฟุตบอลตัวเองมาก่อนแล้ว แถมโยนสัญลักษณ์นาซีลงไปในสนามด้วย จนทำให้ฟีฟ่าและยูฟ่าต้องลงโทษและปรับเงินสหพันธ์ฟุตบอลโครเอเชียรวมแล้วหลายล้านบาท ส่วนมามิชถูกตัดสินให้จำคุก 6 ปีครึ่ง แต่กลับหนีไปอยู่ที่บอสเนียจนถึงตอนนี้

มาร์โก้ แฟนบอลหนุ่มโครแอตบอกว่า สิ่งที่น่าภูมิใจไม่ใช่แค่การเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่เพราะนักเตะทุกคนทุ่มเทเกินร้อยในการลงสนาม ซึ่ง 3 แมตช์ที่ผ่านมาในรอบน็อกเอาต์ โครเอเชียต้องเล่นไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษทั้งหมด ชนะจุดโทษ เดนมาร์ก รอบ 16 ทีม, ชนะจุดโทษ รัสเซีย รอบ 8 ทีม และชนะช่วงต่อเวลาพิเศษอังกฤษ ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งการเล่นมากกว่า 90 นาที ย่อมมีผลต่อความฟิตของนักเตะในเกมถัดไป แต่แข้งตาหมากรุกก็ผ่านมันมาได้อย่างน่าชื่นชม

โมดริชกล่าวหลังจากพาทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศไปแล้วว่า สื่ออังกฤษและนักวิเคราะห์ฟุตบอลต่างมองกันว่าโครเอเชียคงอ่อนล้ามาก เพราะเล่นช่วงต่อเวลาพิเศษมาแล้ว 2 แมตช์ แต่ทุกคนก็แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเราไม่เหนื่อย เอาชนะได้ด้วยสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง จิตใจที่เป็นนักสู้

“สื่ออังกฤษประเมินพวกเราต่ำเกินไป และนั่นถือเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างแรง เพราะทุกเรื่องที่รายงานออกมา พวกเราได้อ่าน และก็บอกกันว่า แล้วจะรู้ว่าทีมไหนที่เหนื่อยกันแน่ สุดท้ายความฝันก็เป็นจริง โครเอเชียเข้ารอบชิงชนะเลิศ เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลโครเอเชีย” โมดริชกล่าว

มาร์โก้ที่กำลังดื่มเบียร์ฉลองอย่างมีความสุขบอกอีกว่า โครเอเชียยังมีปัญหาในประเทศมากมาย โดยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชั่น แต่เรื่องพวกนั้นเอาไว้ทีหลัง เพราะตอนนี้จะต้องว่ากันเรื่องฟุตบอลโลกก่อน เพราะมันเหลือเชื่อมากที่โครเอเชียประสบความสำเร็จขนาดนี้ และฟุตบอลกำลังจะมาที่บ้านเรา

บ้านซึ่งห่างไกลจากประเทศอังกฤษ ที่แฟนบอลสิงโตคำรามเคยเชื่อว่าควรจะเป็นที่ที่ฟุตบอลต้องกลับไปได้เสียที

 

บทความก่อนหน้านี้สองนักกอล์ฟจิ๋วไทยคว้าแชมป์ จูเนียร์ เวิลด์ แดนมะกัน
บทความถัดไป‘ฟีฟ่า’ สอบสวนแฟน ‘สิงโต’ ร้องเพลงเหยียดคู่แข่ง – เผยบอลโลกไร้สารกระตุ้น