หน้าแรก กีฬา มวย สมจิตร เล่านา...

สมจิตร เล่านาทีเข้าเยี่ยมนักชกรุ่นน้อง มนัส ที่เรือนจำ กอดคอร่ำไห้ ถึงกับอุทานเวรกรรม

10.08.26 | 11:18 น.

สมจิตร เล่านาทีเข้าเยี่ยมนักชกรุ่นน้อง มนัส ที่เรือนจำ กอดคอร่ำไห้ ถึงกับอุทานเวรกรรม

หลังจากที่ สมจิตร จงจอหอ นักชกฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2008 ได้เดินทางเข้าเยี่ยมนักชกรุ่นน้องอย่าง “เติ้ล” มนัส บุญจำนงค์ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2004 และเหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมกับเล่านาทีที่เข้าเยี่ยมกำปั้นรุ่นน้องว่าต้องเจอสิ่งใดบ้างข้างใน และกอดคอกันร่ำไห้


สมจิตร จงจอหอ โพสต์ข้อความระบุว่า มีเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ อ่านจบคุณจะเห็นภาพ เมื่อวันที่ 5 ที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปเยี่ยม มนัส บุญจำนงค์ นักชกเหรียญทองและเหรียญเงินโอลิมปิก ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของวงการมวยสากลสมัครเล่นของประเทศไทย น้องถูกดำเนินคดีติดอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถูกตัดสิน 2 ปี 9 เดือน

วันที่เข้าเยี่ยม ก่อนจะเข้าไปให้ข้างในเรือนจำ ญาติของนักโทษก็จะมารวมตัวลงทะเบียน กับเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ซึ่งก็ใช้เวลาประมา 45 นาที ตอนนั้นอากาศก็กำลังร้อน เพราะเป็นเวลาเที่ยงนิดๆ ลงทะเบียนเสร็จก็ทำตามเจ้าหน้าที่บอกคือ เอาเงินสดไปแลกคูปองเพื่อไปแลกอาหารข้างใน จะได้กินข้าวร่วมกันกับนักโทษ เพราะวันนี้เป็นวันเยี่ยมนักโทษใกล้ชิด หลังจากนั้นก็นำสิ่งของที่มีค่ามาเก็บไว้ในตู้เก๊ะของตัวเอง

ต่อจากนั้นเข้าแถว ชาย 1 แถว หญิง 1 แถวแล้วเดินมาเปลี่ยนรองเท้าแตะที่จากเรือนจำพิเศษเตรียมไว้ให้ แถวชายเดินเข้าไปทีละแถว ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจค้นตัวอย่างละเอียดอีกรอบนึง ตรวจเสร็จเสียงประตูบานใหญ่เปิดดังปัง เจ้าหน้าที่สั่งให้ญาติเดินตรงไปที่ศาลาเยี่ยมญาติ (ตอนนั้นเวลาไกล้จะบ่ายโมงแล้วอากาศข้างในมันร้อนอบอ้าว เพราะว่ากำแพงเรือนจำมันสูงลมมันไม่สามารถพัดผ่านช่องกำแพงมาได้เลย)

Advertisement

ผมก็ตามแถวไปเรื่อยระหว่างเดินไปก็มีคนมองแปลกๆ สงสัยๆ จนผมเดินเข้ามาในบริเวณที่นักโทษนั่งรอญาติ สิ่งที่เห็นก็คือ บางคนก็วิ่งเข้าโผมากอดกัน บางคนก็ร้องให้ตอนเห็นหน้ากัน ซึ่งบริเวณตรงนั้นคนก็เยอะนักโทษก็เยอะนั่งรวมกันตามโต๊ะต่างๆ ที่จองเอาไว้อากาศก็ร้อนเสียงคนก็พูดคุยกันเสียงดังจอแจ ตามประสาคนไม่เจอกันนาน พัดลม ก็หลายตัวแต่ก็สู้อากาศข้างในไม่ได้จริงๆ

และแล้วน้องมนัสก็หันมาเห็นผม ผมก็เดินมาถึงโต๊ะหินอ่อนที่น้องนั่งพอดี ผมอ้าแขนไปกอดน้อง แล้วน้องก็มากอดผม แล้วน้องก็น้ำตาไหลออกมา นี่มันคือน้ำตาของลูกผู้ชาย เป็นน้ำตาแห่งความเสียใจ น้ำตาแห่งความเศร้า และน้ำตาแห่งความดีใจที่ได้เจอพี่ชายคนนี้ที่ชื่อ สมจิตร จงจอหอ ผมพยายามเบือนหน้าหนีไม่ให้น้องเห็นใบหน้าของผมที่มันครุ่นคิด ที่มันสงสาร ที่มันเห็นใจ ที่ได้เห็นสภาพน้องตอนนี้ ผมก็เลยนั่งมองรอบๆตัวคิดอะไรไปเรื่อยเพื่อให้มนัสพูดคุยกับครอบครัวของเขา

ผมเหลือบไปมองโต๊ะซ้ายมือนักโทษมีแฟนและครอบครัวมาเยี่ยม นักโทษคนนั้นนั่งกุมมือแฟนไม่ปล่อยแฟนป้อนข้าวให้กันอย่างมีความสุข ผมก็ไปสังเกตโต๊ะตรงหน้า นักโทษน้องเป็น (แอลจีบีทีคิว) มีพ่อแม่มาเยี่ยม พ่อนั่งบนรถเข็นแม่ยังเดินไหวแต่อายุประมาณ 65-70 ปี นี่แหละที่เขาบอกว่า การติดคุกไม่ได้ติดแค่คนเดียว ครอบครัว คนที่รักก็ติดด้วย เพราะคนเหล่านั้นเขาก็เป็นทุกข์กับนักโทษด้วยเช่นกัน

สายตาผมไปสะดุดคู่รักอีกคู่นึงครับ คู่นี้หอมแก้ม หอมหน้าผากพูดคุย อยากออกรสออกชาดส่วนเวลาเยี่ยมคือ 13.00 น. ถึง 15.00 น. แต่ในเวลาเยี่ยม 2 ชั่วโมงนี้ก็จะมีดนตรีจากเรือนจำมีการแสดงจากนักโทษข้างใน ผมเองก็ได้มอบรางวัลให้กับน้องไป 500 บาท แต่เป็นคูปองแลกอาหารนะครับ

ช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายผมได้พูดคุยกับมนัสหลายเรื่อง น้องก็เล่าให้ฟังหลายเรื่องความทุกข์ยากความลำบากที่อยู่ข้างในเล่าให้ฟัง เงินที่ผมเคยฝากไปให้ไปไม่ครบจำนวนที่ฝาก (มาถึงจุดนี้ผมสตั๊นไป 5 วินาที) แล้วอุทานว่า เวรกรรม

ผมเลยบอกกับน้องว่าขอให้ออกมาไวๆ แล้วพี่จะมารับนะ เวลา 15.00 น. เสียงนกหวีดจากผู้คุมก็เป่าแล้วบอกว่าหมดเวลาเยี่ยมให้นักโทษยืนแถว นับยอด วินาทีนี้ เสียงทุกคนที่คุยกันดังกว่าเสียงพัดลม มันเงียบสนิท จากเสียงที่พูดคุย หยอกล้อ มันเป็นเสียงร่ำลาที่มีมีแต่คราบน้ำตา

บรรยากาศตอนนั้นมันวังเวงมาก มันอาลัย อาวรณ์แววตาเหม่อลอย มนัสก็เดินเข้ามากอดผมอีกหนึ่งครั้งแล้วก็ร้องไห้ สุดท้ายแล้วผมก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวครับ ผมร้องไห้ออกมา อย่างไม่อายใครเพราะสงสารน้องจับใจ แล้วบอกกับน้องว่า วันที่มึงได้อิสรภาพกูจะรับมึงนะ เติ้ล

ผมไม่ได้อยากพูดถึง “มนัส บุญจำนงค์” เพื่อซ้ำเติมว่าเขาเคยเป็นฮีโร่ แล้ววันนี้ต้องมาอยู่ในเรือนจำ

แต่ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนว่า ชีวิตคนเรามีทั้งวันที่ขึ้นสูงและวันที่ตกต่ำ และไม่มีใครควรประมาทกับการตัดสินใจของตัวเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ผมไม่ได้บอกว่าความผิดไม่สำคัญ และไม่ได้บอกว่าอดีตที่เคยสร้างชื่อเสียงจะลบความผิดในวันนี้ได้

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อว่า “คนทำผิด” ไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็น “คนเลวไปตลอดชีวิต”

ถ้าการติดคุกครั้งนี้จะมีคุณค่า ผมอยากให้มันเป็นเวลาที่น้องได้ทบทวนตัวเอง ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้จากความผิดพลาด และเตรียมตัวกลับออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างถูกต้อง

สิ่งที่คนข้างนอกอย่างพวกเราทำได้ ไม่ใช่การไปช่วยให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่คือการช่วยกันหาทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้น้องได้รับสิทธิที่พึงมี และถ้ามีช่องทางตามกฎหมายที่จะช่วยให้ออกมาได้เร็วขึ้น เราก็ควรช่วยกันดำเนินการอย่างเต็มที่

ผมอยากพาน้องกลับออกมา ไม่ใช่เพราะมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่อยากพากลับมาเพื่อให้โอกาสเขาได้แก้ไขสิ่งที่ผิด สร้างชีวิตใหม่ และพิสูจน์ให้เห็นว่า คนเราสามารถล้มได้ แต่ก็สามารถลุกขึ้นมาเป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้

อดีตเปลี่ยนไม่ได้ แต่อนาคตยังสร้างใหม่ได้เสมอ

และครั้งนี้ ผมอยากช่วยน้องเดินกลับออกมาด้วย “ทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย” ไม่ใช่ทางลัด