แมนยูแถลงผลประกอบการครึ่งปีหลัง ทำกำไรกว่า 1.3 พันล้าน แต่หนี้พุ่ง 5.4 หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ โอมาร์ เบอร์ราด้า ซีอีโอของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงผลประกอบการของสโมสรช่วง 6 เดือนหลังของปี 2025 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม ว่า สโมสรมีผลกำไร 32.6 ล้านปอนด์ (1,369.2 ล้านบาท) ถือว่าทำได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อ 12 เดือนที่แล้ว ซึ่งทีมขาดทุน 3.9 ล้านปอนด์ (163.8 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม แมนยูได้เบิกถอนเงินเพิ่มอีก 25 ล้านปอนด์ (1,050 ล้านบาท) จากวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนซึ่งปัจจุบันมียอดคงค้างอยู่ที่ 295.7 ล้านปอนด์ (12,419.4 ล้านบาท) เมื่อรวมกับหนี้สินตกทอดจากการเข้าซื้อกิจการของตระกูลเกลเซอร์ และหนี้สินเพิ่มเติมที่ระบุไว้มากกว่า 500 ล้านปอนด์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าธรรมเนียมการโอนย้ายนักเตะที่ยังค้างชำระ ส่งผลให้สโมสรเป็นหนี้รวมสูงถึง 1,290 ล้านปอนด์ (54,180 ล้านบาท) แล้ว
นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่า เนื่องด้วยแมนยูมีแผนที่จะสร้างสนามใหม่ซึ่งคาดว่าต้องใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านปอนด์ (84,000 ล้านบาท) สโมสรจึงหวังเป็นอย่างยิ่งกว่าทีมจะคว้าโควต้าเข้าไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จากที่พลาดถ้วยนี้มา 2 ฤดูกาลติดต่อกันได้
เนื่องด้วยรายได้รวมในช่วง 6 เดือนหลังของปีที่แล้ว 190.3 ล้านปอนด์ (7,992.6 ล้านบาท) นั้น ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการตลาดและสิทธิประโยชน์ 78.5 ล้านปอนด์ (3,297 ล้านบาท) ลดลง 8 เปอร์เซ็นต์ แต่ขณะเดียวกัน รายจ่ายในส่วนของค่าจ้างนักเตะและเจ้าหน้าที่สโมสรก็ลดลง 9 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 75.1 ล้านปอนด์ (3,154.2 ล้านบาท) เป็นผลจากมาตรการรัดเข็มขัดและลดค่าใช้จ่ายด้วยการปลดคนของเซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ ตั้งแต่เข้าไปถือหุ้น 29 เปอร์เซ็นต์ของสโมสร เมื่อ 2 ปีที่้แล้ว
เบอร์ราด้ากล่าวว่า ตอนนี้ได้เห็นผลลัพธ์เชิงบวกทางการเงินจากการปฏิรูปองค์กรนอกสนามทั้งในเรื่องรายรับรายจ่าย เรายังคงมุ่งมั่นบริหารงานโดยยึดผลลัพธ์ด้านกีฬาฟุตบอลเป็นสำคัญ และผลประกอบการในวันนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจของเรา ซึ่งทีมยังคงเดินหน้าแผนงานที่มุ่งเน้นให้ผลงานในสนามออกมาดีที่สุดทั้งกับทีมชายและทีมหญิง

