ฟีฟ่าเผยมีความต้องการจองตั๋วฟุตบอลโลก มากถึง 500 ล้านครั้ง แม้ถูกวิจารณ์ว่าราคาสูงเกินไป
สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 มกราคม ว่า การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ที่สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม มีแฟนบอลที่ต้องการบัตรเข้าชมการแข่งขันมากถึง 500 ล้านครั้ง หลังจากเปิดให้ซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันไปก่อนหน้านี้ ซึ่งในระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ปีที่แล้ว ฟีฟ่าได้ขายบัตรไปแล้ว 1 ล้านใบ และยังเหลือให้ซื้อได้อีก 4-5 ล้านใบ
มีการระบุอีกว่า ความต้องการในการจองตั๋ว 500 ล้านครั้ง น่าจะสะท้อนความต้องการตั๋วมากกว่า 1,000 ล้านใบ เนื่องจากแต่ละคำขอสามารถขอตั๋วได้ 1-4 ใบ บ่งชี้ว่าฟุตบอลโลกโดยรวมมีความต้องการสูงเกินจำนวนตั๋วที่มีอยู่
สำหรับแมตช์ที่มีความต้องการในการจองมากที่สุด ได้แก่ โคลอมเบีย พบ โปรตุเกส / เม็กซิโก พบ เกาหลีใต้ / รอบชิงชนะเลิศ / เม็กซิโก พบ แอฟริกาใต้
“ดิ แอธเลติค” รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมฟุตบอลคาดการณ์มาโดยตลอดว่าจะมีความต้องการสูงมากสำหรับเกมในรอบลึกๆ และแมตช์ที่มีทีมอย่างเม็กซิโก, อาร์เจนตินา, โคลอมเบีย และโปรตุเกสเข้าร่วม แต่แมตช์ที่มีความน่าสนใจน้อยกว่า เช่น เคปเวิร์ด พบ ซาอุดีอาระเบีย จะสามารถดึงดูดคำขอซื้อตั๋วเป็นหลักหมื่นใบได้หรือไม่ ภายใต้ราคาที่ฟีฟ่าตั้งไว้ 140–450 ดอลลาร์สหรัฐ (4,412-14,184 บาท)
นอกจากนั้นยังมีการวิเคราะห์ว่า ฟีฟ่าได้ใช้ความต้องการตั๋วชมการแข่งขันนี้ เพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนราคาตั๋วที่ที่แฟนบอลจำนวนมากวิจารณ์ว่า “แพงเกินเหตุ” และ “น่ารังเกียจ” ราคาตั๋วตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ล้วนสูงกว่าราคาตั๋วฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ หลายเท่าตัว ส่งผลให้แฟนบอลบางส่วน ทั้งในอเมริกาเหนือและจากต่างประเทศ เลือกรดูการแข่งขันอยู่บ้านผ่านโทรทัศน์แทน
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีแฟนบอลอีกจำนวนไม่น้อยที่ยอมรับราคาดังกล่าว ในช่วงพรีเซลเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ตั๋วส่วนใหญ่จากโควต้าที่ฟีฟ่าจัดสรรไว้ถูกขายหมดอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ฟีฟ่าจึงปรับขึ้นราคาตั๋ว แต่ถึงอย่างนั้น ราคาที่ปรับขึ้นแล้วก็ยังต่ำกว่าราคาปัจจุบันในตลาดรีเซลอย่าง StubHub หรือ Vivid Seats อย่างมาก ซึ่งในหลายแง่มุม ถือเป็นตัวชี้วัดความต้องการที่แม่นยำ ตอบสนองเร็ว และยืดหยุ่นมากกว่า

