ดราม่าท้ายเกม! โปรตุเกส แซงดับโครเอเชีย 2-1 ลิ่วชน สเปน รอบ 16 ทีม

3.07.26 | 08:12 น.
REUTERS/Mike Segar

ดราม่าท้ายเกม! โปรตุเกส แซงดับโครเอเชีย 2-1 ลิ่วชน สเปน รอบ 16 ทีม

“ฝอยทอง” โปรตุเกส เค้นฟอร์มแกร่งแซงเอาชนะทีมร่วมทวีปยุโรปอย่าง “ตาหมากรุก” โครเอเชีย ด้วยสกอร์ 2-1 ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 บิ๊กแมตช์ของรอบน็อกเอาต์ 32 ทีมสุดท้าย ที่สนามบีเอ็มโอ ฟิลด์ เมืองโทรอนโต รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม

โปรตุเกส ผ่านเข้ามารอบน็อกเอาต์ด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มเค จากการชนะ 1 เสมอ 2 มี 5 แต้ม ทะลุผ่านเข้ามาเจอกับ โครเอเชีย อันดับ 2 ของกลุ่มแอล จาการชนะ 2 แพ้ 1 มี 6 แต้ม ซึ่งสถิติที่ผ่านมาของคู่นี้เจอกันในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 5 ครั้ง ปรากฏว่า โปรตุเกส ชนะ 3 โครเอเชีย ชนะ 1 และเสมอกัน 1 ครั้ง

แมตช์ระหว่างโปรตุเกส กับโครเอเชีย ตรงกับวันครบรอบ 1 ปีของการจากไปของ ดิโอโก้ โชต้า อดีตนักเตะทีมชาติโปรตุเกส โดยนักเตะโปรตุเกสได้สวมกำไลพิเศษตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ ซึ่งมีชื่อของนักเตะแต่ละคน และชื่อของ ดิโอโก้ โชต้า อยู่บนกำไลพิเศษ เพื่อรำลึกถึงเพื่อนร่วมทีมผู้ล่วงลับ

โดย โปรตุเกส ภายใต้การคุมทีมของโรเบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือชาวสแปนิชส่งผู้เล่นตัวจริงโดยยังคงนำทัพโดย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุปเปอร์สตาร์วัย 41 ปี ร่วมกับดาวเตะรุ่นน้องอย่าง บรูโน่ แฟร์นานเดส, เชา เนเวส และวิตินญ่า ในแดนกลาง ขณะที่ โครเอเชีย ของกุนซือ ซลัตโก้ ดาลิช จัดทัพนักเตะตัวจริงลงสนามนำมาโดย ลูก้า โมดริช จอมทัพวัย 40 ปี, อีวาน เปริซิช วิงแบ๊กวัย 37 ปี และมาเตโอ โควาซิช มิดฟิดล์จอมเทคนิค

เกมในครึ่งแรกเป็นทางโปรตุเกสที่ครองบุกได้มากกว่าถึง 69 เปอร์เซ็นต์ และมีโอกาสยิงมากถึง 9 ครั้ง แต่ตรงกรอบเพียงครั้งเดียว หลุดกรอบไปถึง 4 ครั้ง และยิงติดบล็อก 4 ครั้ง ยังจบสกอร์ไม่เฉียบคมพอ ขณะที่ โครเอเชีย เน้นตั้งเกมรับเหนียวแน่น และอาศัยจังหวะบุกโต้กลับลุ้นขึ้นมาทำประตู แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าไปยังพื้นที่สุดท้ายของโปรตุเกสได้มากนัก ทำให้หมดครึ่งแรกยังเสมอกันอยู่ 0-0

Advertisement

เข้าสู่เกมในครึ่งหลังโครเอเชียเร่งเครื่องบุกได้มากขึ้น จนพังประตูขึ้นนำก่อน 1-0 ในนาทีที่ 53 จากจังหวะที่ โยซิป สตานิซิช โยนบอลเข้าเขตโทษหลุดไปถึง อีวาน เปริซิช ที่เติมเกมรุกขึ้นมาซัดด้วยเท้าซ้ายเต็มข้อส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย เป็นประตูที่ 39 ในนามทีมชาติของเปริซิช จากนั้นนาทีที่ 63 โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ ปรับแก้เกมชองโปรตุเกสด้วยการส่งผู้เล่นสำรอง 4 คนลงมา ส่วน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังอยู่

นาทีที่ 65 โปรตุเกส ได้ลูกจุดโทษจากการที่ผู้ตัดสินไปเช็ก VAR จังหวะที่ เรนาโต้ เวก้า กองหลังของทีมที่โดน นิโคล่า วลาซิช ดึงล้มลงไปในเขตโทษ และชี้ให้เป็นจุดโทษ ก่อนที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ รับหน้าที่สังหารไม่พลาดเข้าไปเป็นประตูที่ 3 ของโรนัลโด้ในทัวร์นาเมนต์นี้ และเป็นประตูที่ 11 ของโรนัลโด้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่เป็นประตูแรกในของโรนัลโด้ในรอบน็อกเอาต์ ฟุตบอลโลก

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+4 โปรตุเกสได้ประตูแซงนำ 2-1 ราฟาเอล เลเอา เปิดบอลเข้าไปให้กับ กอนซาโล่ รามอส กองหน้าตัวสำรองที่ลงมาเป็นซุปเปอร์ซับโขกเข้าไป ช่วงท้ายเกมมีดราม่าเกิดขึ้นในนาทีที่ 90+12 จากจังหวะที่ โครเอเชีย ส่งบอลตุงขาข่ายไปแล้วจากตัวสำรอง ยอสโก้ กวาร์ดิโอล แต่ผู้ตัดสินไปเช็ก VAR และตัดสินเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อนของ มาริโอ ปาซาลิช มิดฟิลด์ตาหมากรุก ทำให้โครเอเชียพลาดได้ประตูตีเสมออย่างน่าเสียดาย

จบเกม ทีมชาติโปรตุเกส แซงเอสชนะ โครเอเชีย 2-1 ส่งผลให้ โปรตุเกส ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เข้าไปพบกับ สเปน โดยจะแข่งขันในเช้ามืดวันที่ 7 กรกฎาคม เวลา 02.00 น.