มาร์ติเนซ โขกนาทีบาป! อาร์เจนตินา แซงดับอังกฤษ 2-1 ทะลุเข้าชิง ลุ้นป้องกันแชมป์โลก

16.07.26 | 04:07 น.
REUTERS/Agustin Marcarian

มาร์ติเนซ โขกนาทีบาป! อาร์เจนตินา แซงดับอังกฤษ 2-1 ทะลุเข้าชิง ลุ้นป้องกันแชมป์โลก

“ฟ้าขาว” อาร์เจนตินา ดีกรีแชมป์เก่าและแชมป์โลก 3 สมัย ทะยานเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศสำเร็จและได้ลุ้นป้องกันแชมป์โลก หลังจากเร่งเครื่องบดแซงคว้าชัยเหนือ “สิงโตคำราม” อังกฤษ อดีตแชมป์โลก 1 สมัย ด้วยสกอร์ 2-1 ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบรองชนะเลิศ คู่ที่สอง ที่เมอร์เซเดส เบนซ์ สเตเดียม เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม

อาร์เจนตินา มีสถิติชนะรวดตั้งแต่รอบแรก แต่รอบน็อกเอาต์ผ่านมาได้แบบค่อนข้างทุลักทุเล รอบ 32 ทีม ชนะ เคปเวิร์ด 3-2 ในการเล่นต่อเวลาพิเศษ, รอบ 16 ทีม ชนะ อียิปต์ 3-2 และรอบก่อนรองชนะเลิศ ชนะสวิตเซอร์แลนด์ 3-1 ในการเล่นต่อเวลาพิเศษ ส่วน อังกฤษ รอบแรกชนะ 2 เสมอ 1, รอบ 32 ทีม ชนะดีอาร์ คองโก 2-1, รอบ 16 ทีม เฉือนเจ้าภาพร่วม เม็กซิโก 3-2 และรอบก่อนรองชนะเลิศ ชนะนอร์เวย์ 2-1

คู่นี้มีประวัติศาสตร์เป็นคู่ปรับกันมายาวนาน ทั้งเบื้องหลังทางการเมือง และในการเผชิญหน้าในวงการลูกหนัง ทั้ง 2 ทีมเจอกันมา 14 ครั้ง อังกฤษชนะ 6 อาร์เจนตินา ชนะ 3 และเสมอกัน 5 นัด เป็นการพบกันในฟุตบอลโลก 5 ครั้ง แต่ครั้งที่โด่งดังเมื่อปี 1986 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่ง ดิเอโก้ มาราโดน่า ตำนานแข้งฟ้า-ขาวผู้ล่วงลับ ฝากผลงาน 2 ประตูประวัติศาสตร์เอาไว้ ทั้ง “หัตถ์พระเจ้า” และ “ประตูแห่งศตวรรษ” ที่ลากผ่านผู้เล่นอังกฤษเข้าไปทำประตูให้ทีมชนะ 2-1 ก่อนก้าวไปคว้าแชมป์โลก

แมตช์นี้ อาร์เจนตินา ของกุนซือ ลิโอเนล สคาโลนี่ จัดทัพผู้เล่น 11 ตัวจริง ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ, กองหลัง นิโคลัส ตาเกลียฟิโก้, ลิซานโดร มาร์ติเนซ, คริสเตียน โรเมโร่, นาอูเอล โมลิน่า, กองกลาง เลอันโดร ปาเรเดส, อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์, เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ, จูเลียโน่ ซิเมโอเน่ ส่วนแดนหน้าเป็น ฮูเลียน อัลวาเรซ และลิโอเนล เมสซี่ ที่ยิงในทัวร์นาเมนต์ไปแล้ว 8 ประตู

ขณะที่ อังกฤษ ภายใต้การคุมทัพของโธมัส ทูเคิ่ล กุนซือชาวเยอรมัน ส่งตัวจริงดังนี้ ผู้รักษาประตู จอร์แดน พิคฟอร์ด, กองหลัง เจด สเปนซ์, มาร์ค เกฮี, จอห์น สโตนส์, รีซ เจมส์, กองกลาง ดีแคลน ไรซ์ จับคู่กับ เอลเลียต แอนเดอร์สัน, แนวรุกนำโดย จู๊ด เบลลิงแฮม ที่ยิงไปแล้ว 6 ประตู, มอร์แกน โรเจอร์ส, แอนโทนี่ กอร์ดอน และกองหน้า แฮร์รี่ เคน ดาวยิงกัปตันทีมที่ซัลโวไปแล้ว 6 ประตูในฟุตบอลโลกหนนี้

Advertisement

ครึ่งแรกเปิดฉากฟาดแข้งกันอย่างดุเดือดตั้งแต่ต้นเกม นักเตะทั้งสองทีมต่างเข้าปะทะตัดเกมกลางสนามกันอย่างหนัก จนมีจังหวะฟาวล์และปะทะคารมณ์กันหลายครั้ง ทำให้เกมหยุดบ่อยครั้ง ทั้งอังกฤษและอาร์เจนตินายังไม่สามารถตั้งเกมบุกได้ถนัดและยังไม่มีโอกาสยิงกันทั้งสองฝั่ง

นาทีที่ 36 เกมปะทุเดือดอีกครั้งจากจังหวะที่ ลิโอเนล เมสซี่ ลากบอลหลบหนีผู้เล่นอังกฤษ และโดน เอลเลียต แอนเดอร์สัน เข้าสกัดหนักล้มลงไป ทำให้นักเตะอาร์เจนตินาวิ่งกรูเข้ามาเอาเรื่อง ก่อนที่ผู้ตัดสินจะควบคุมสถานการณ์ และควักใบเหลืองแจก เอลเลียต แอนเดอร์สัน ตามด้วยนาทีที่ 42 ลิซานโดร มาร์ติเนซ แนวรับฟ้าขาวไปดึงเสื้อตัดเกมจนได้ใบเหลืองไปเช่นกัน

หมดครึ่งแรกเสมอกันอยู่ 0-0 โดยที่ทั้งสองทีมต่างมีโอกาสยิงตรงกรอบเพียงแค่ทีมละ 1 ครั้งเท่านั้น แต่ทำฟาวล์รวมกันมากถึง 19 ครั้ง แบ่งเป็น อาร์เจนตินา ทำฟาวล์ 12 ครั้ง และอังกฤษ ทำฟาวล์ 7 ครั้ง รวมทั้งได้รับใบเหลืองไปทีมละ 1 ใบ

กลับมาสู่เกมครึ่งหลังนาทีที่ 55 อังกฤษพังประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ มอร์แกน โรเจอร์ส ครอสบอลเข้าเขตโทษให้ แอนโธนี่ กอร์แดน พุ่งเข้ามาชาร์จบอลตุงตาข่ายเข้าไป และเป็นประตูแรกของตัวเองในทัวร์นาเมนต์นี้อีกด้วย จากนั้นอาร์เจนตินาครองบอลโหมบุกหวังทวงประตูตีเสมอ แต่ยังเจาะเกมรับของอังกฤษที่ปรับแก้เกมมาเน้นเล่นเกมรับไม่เข้า

จนกระทั่งในนาทีที่ 85 อาร์เจนตินาที่โหมบุกอย่างหนักมาประสบความสำเร็จได้ประตูไล่ตีเสมอเป็น 1-1 ลิโอเนล เมสซี่ จ่ายบอลเข้ากลางให้ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ได้ตั้งป้อมซัดด้วยเท้าขวานอกกรอบเขตโทษส่งบอลหนีมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด เข้าประตูไปอย่างสวยงาม

เข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+2 กลายเป็นอาร์เจนตินาที่แซงขึ้นนำ 2-1 ลิโอเนล เมสซี่ ทำแอสซิสต์ที่ 2 ของตัวเองในเกมนี้ ด้วยการโยนบอลจากทางฝั่งขวาเข้าไปให้กับ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ตัวสำรองที่ลงมาได้ขึ้นโขกคนเดียวโล่งๆ ส่งบอลเข้าไปสู่ตาข่ายอย่างง่ายด้าย และกลายเป็นประตูชัยของอาร์เจนตินาในเกมนี้

จบเกม อาร์เจนตินา แซงชนะ อังกฤษ 2-1 ทะยานผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ และได้ลุ้นป้องกันแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน รวมทั้งเป็นการลุ้นแชมป์โลกสมัยที่ 4 โดยในรอบชิงชนะเลิศ อาร์เจนตินา จะพบกับ สเปน ที่เมตไลฟ์ สเตเดียม รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 02.00 น.

ส่วน อังกฤษ ชวดโอกาสเข้ารอบชิงชนะเลิศในรอบ 60 ปี และต้องตกรอบรองชนะเลิศเป็นครั้งที่ 3 โดยอังกฤษ จะหล่นไปเตะรอบชิงอันดับ 3 พบกับ ฝรั่งเศส ที่ฮาร์ด ร็อค สเตเดียม เมืองไมอามี การ์เดนส์ รัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 19 กรกฎาคม เวลา 04.00 น.