เอเอฟซีเตือนไทยเร่งปรับสนามรับยู-23 ไม่ทันส่อริบสิทธิ์ชวดลุ้นตั๋วอลป.-แย้มโมเดลย้ายเมืองเตะ

“บิ๊กแชมป์” นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นประธานในการประชุมเรื่องการตรวจสนามสำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย ครั้งที่ 2 ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม โดยมีนายจิน โฮ ยุน หัวหน้าคณะตรวจสนามจากสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี), นายพาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และตัวแทนจากสนามแข่งขันต่างๆ ร่วมประชุม

ภายหลังการประชุม นายจิน โฮ ยุน กล่าวว่า ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่ตรวจสนาม โดยได้ตรวจ 4 สนามคือ ราชมังคลากีฬาสถาน, สนามฟุตบอลม.ธรรมศาสตร์ รังสิต, สนามกีฬาสมโภช 700 ปี เชียงใหม่ และสนามติณสูลานนท์ จ.สงขลา ซึ่งได้มีการลงรายละเอียดมากขึ้นเรื่องของการใช้งานสนามต่างๆ การปรับปรุงทั้งภายนอก-ภายในสนาม

“สิ่งที่ทางเอเอฟซีกังวลคือเรื่องของการปรับปรุงสนามต่างๆ เนื่องจากว่าเวลานั้นเหลือไม่มาก จะต้องมีการส่งสนามแข่งขันในช่วงเดือนตุลาคม ทุกสนามจะต้องมีหนังสือยืนยันเรื่องของการปรับปรุงสนามให้เป็นไปตามแบบให้ทันเดือนตุลาคม ตอนนี้แต่ละสนามได้รับรายงานจุดที่ต้องปรับปรุงแล้ว คิดว่าเดือนตุลาคมจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากทีมตรวจสนามมาในเดือนตุลาคมแล้วเห็นว่าไม่มีความคืบหน้า ไม่สามารถจัดแข่งได้ตามระเบียบ ก็อาจจะต้องหาสนามใหม่ ถ้าหากถึงขั้นเลวร้ายที่สุดคือไม่มีสนามเพียงพอก็จะถูกริบสิทธิ์คืน มอบให้ชาติที่พร้อมจัดการแข่งขันทำหน้าที่แทน”

ตัวแทนจากเอเอฟซี กล่าวต่อว่า การแข่งขันยู-23 เป็นรายการที่สำคัญเป็นลำดับที่ 2 ในเอเชีย ดังนั้นมาตรฐานในการจัดการแข่งขันจะต้องสูงมากๆ อีกทั้งมีการเดิมพันคือโควต้าไปโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นอีก ดังนั้นมาตรฐานการแข่งขันจะต้องทำให้สูงที่สุด อย่างในเอเชี่ยนคัพที่ผ่านมา มีการถ่ายทอดสดคนดู 700 ล้านคนจากทั่วโลก ดังนั้นรายการนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน และคาดว่าจะมีคนติดตามชมเป็นจำนวนมาก

“ตอนที่ยื่นเพื่อขอเป็นเจ้าภาพนั้นมีหลายชาติมากๆ ที่ต้องการเป็นเจ้าภาพ แต่ทางสมาคมฯ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะจัดรายการนี้ และจะเป็นส่วนในการพัฒนายกระดับสนามแข่งขันในประเทศไทยขึ้นมาพร้อมๆ กันด้วย รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยว โปรโมทประเทศ หรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันก็ตาม เอเอฟซีมั่นใจว่าไทยจะเป็นเจ้าภาพที่ดีได้แน่นอน และหวังว่าไทยจะคว้าโควต้าไปโอลิมปิกเกมส์ได้เช่นกัน” นายจิน โฮ ยุน กล่าวปิดท้าย

ด้านนายพาทิศ กล่าวว่า ก่อนการลงนามครั้งสุดท้าย เจ้าของสนามทั้ง การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด​ (อบจ.) และเอกชนต่างๆ จะต้องรับรองว่าสามารถปรับปรุงสนามได้ทัน จะมีการประสานงาน รายงานผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประโยชน์จากการปรับปรุงสนามจะทำให้ประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพรายการใหญ่ของทีมชาติในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นเอเชี่ยนคัพ หรือฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ก็ตาม

ผู้สื่อข่าวสอบถึงระบบการแข่งขันที่จะมีขึ้น จะมีการวนเมืองแข่งขันเหมือนฟุตบอลโลกหรือเอเชี่ยนคัพ หรือไม่นั้น นายพาทิศ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่คุยกันอยู่ มีอยู่ 2 รูปแบบคือ มี 1 ทีมเล่นที่ 1 เมืองเป็นหลัก หรือจะวนสนามแข่งขัน แต่ทั้งนี้ต้องดูเรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะถ้าจะใช้รูปแบบการวนสนามแข่งขันนั้น เจ้าภาพจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการเดินทางทั้งหมด ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการคุยกันในรายละเอียด ต้องรอสรุปอีกครั้งหนึ่ง

นายกรวีร์ กล่าวเสริมในตอนท้ายว่าในเรื่องของการปรับปรุงสนามนั้นอยากจะขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ทำตามแบบที่ทางเอเอฟซีต้องการเพื่อให้เป็นมาตรฐาน เพราะนี่คือการทำเพื่อชื่อเสียงของและหน้าตาของประเทศไทยด้วย

ติดตามข่าวเด็ดกีฬาดัง ทาง Line@ มติชนกีฬา (@matisport) คลิกเลย
เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon