‘นิชิโนะ’ รับความเร็ว ‘ช้างศึกหนุ่ม’ ยังเป็นรอง ‘ซาอุฯ’ ย้ำนักเตะให้ท้าทายบอลระดับสูงต่อไป

“ช้างศึกหนุ่ม” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี จะลงสนามในศึกชิงแชมป์เอเชีย 2020 รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี คัดตั๋วโอลิมปิกเกมส์ 2020 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ​ พบกับ ซาอุดีอาระเบีย ที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ในวันที่ 18 มกราคม เวลา 17.15 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 เอชดี (หมายเลข 35)

โดยทีมชาติไทย ผ่านเข้ารอบมาในฐานะรองแชมป์กลุ่มเอ ด้วยผลงานชนะบาห์เรน 5-0, แพ้ ออสเตรเลีย 1-2 และเสมออิรัก 1-1 ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย เป็นอันดับ 1 ของกลุ่มบี จากผลงาน ชนะญี่ปุ่น 2-1, เสมอ กาตาร์ 0-0 และชนะซีเรีย 1-0

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ได้มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยทีมชาติไทยนำมาโดย อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ชาวญี่ปุ่น ส่วนฝั่งซาอุดีอาระเบีย นำมาโดย ซาอัด อัลเชห์รี่ เฮดโค้ชของทีม

โดย นิชิโนะ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพนับเป็นเกียรติที่สามารถผ่านเข้ามารอบน็อคเอาท์ได้ นักกีฬาได้พยายามทำผลงานกันอย่างเต็มที่ แสดงความสามารถของตัวเองออกมาจนเข้ารอบได้ในที่สุด ซึ่งในรอบน็อคเอาท์ก็จะเป็นบรรยากาศที่ต่างออกไป ความกดดันจะมากขึ้น

“คู่แข่งอย่างซาอุดีอาระเบียนั้นมีความสามารถมากกว่า แต่ก็จะใช้ฟุตบอลสไตล์ของตัวเอง ฟุตบอลที่เน้นการเคลื่อนที่ พร้อมกับยึดคอนเซปต์เดิมคือให้นักกีฬาท้าทายกับคู่แข่งที่แกร่งกว่าทุกทีมเช่นเดิม”

นิชิโนะ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเรารู้จักซาอุดีอาระเบียเป็นอย่างดี มีรูปแบบการเล่นที่หลากหลายและทุกคนสามารถทดแทนกันได้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ดี จากที่เจอกันเมื่อตอนอุ่นเครื่องต้องยอมรับว่าทั้งสองทีมจะต่างออกไปอย่างแน่นอน ไทยเองเพิ่งเก็บตัว ส่วนซาอุดีอาระเบียเองก็เพิ่งเดินทางมาถึง เกมวันนั้นอาจจะยังไม่ค่อยมีสปีด และเป็นการทดลองหลายๆ อย่าง แต่พอเข้าการแข่งขันจริงสปีดการเล่นของซาอุฯดีขึ้นมากเป็นสองเท่า ดังนั้นต้องหาทางรับมือให้ได้ แม้ว่าไทยสปีดการเล่นจะดีขึ้นแต่คิดว่ายังไม่เท่ากับของซาอุฯ และจะต้องหาวิธีทดแทนเรื่องนี้ให้ได้

ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นถามว่า นิชิโนะ เคยนำทีมชาติญี่ปุ่นเอาชนะซาอุดีอาระเบีย และคว้าตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ ครั้งแรกในรอบ 28 ปีได้ คิดว่าจะส่งผลต่อความมั่นใจหรือไม่ ซึ่งนิชิโนะ กล่าวว่า เกมนั้นเป็นหนึ่งเกมในความทรงจำของตัวเอง แต่มันไม่ใช่ข้อได้เปรียบอะไร แค่อาจจะใช้ประสบการณ์ที่เคยเจอมา มาสอนนักเตะไทยว่าจะต้องรับมืออย่างไรมากกว่า

ส่วนเรื่องของการเป็นเจ้าภาพและความกดดันนั้น เฮดโค้ชไทย กล่าวว่า นักเตะชุดนี้และชุดอายุต่ำลงไปจะขาดประสบการณ์ในระดับเอเชีย เพราะเล่นแต่ระดับอาเซียน ซึ่งรายการนี้จะเป็นประสบการณ์ที่ดี ไม่ได้กระตุ้นอะไรมากมาย แค่ให้ทุกคนสู้ไปด้วยกัน ถ้าหากรู้จักนักเตะมากกว่านี้ก็คิดว่าจะดึงศักยภาพออกมาได้มากกว่านี้ อยากให้นักเตะทุกคนตั้งเป้าให้สูงเพราะมีความสามารถที่จะก้าวขึ้นไปได้

ขณะที่ ซาอัด อัลเชห์รี่ เฮดโค้ชของซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า การเจอไทยจะเป็นเกมที่ยากเพราะได้เล่นในบ้านแถมยังพักมากกว่า 1 วัน แต่ก็จะเตรียมทีมให้ดีที่สุดเพื่อเจอกับไทยและหวังจะเข้ารอบรองชนะเลิศให้ได้ การพักนักเตะในนัดที่ผ่านมาเพราะต้องเล่นติดๆ กัน และเชื่อว่าทุกคนสามารถทดแทนกันได้หมด

“ทีมไทยมีสไตล์การเล่นที่รวดเร็ว ก็จะเน้นลูกทีมในเรื่องนี้และให้นักเตะมีสภาพจิตใจที่พร้อมมากที่สุด ส่วนการเจอกับแฟนบอลที่เต็มสนามก็เชื่อว่านักเตะจะรับมือได้ เพราะเคยผ่านการเล่นแบบมีแฟนบอล 7-8 หมื่นคนกันมาหมดแล้ว เขื่อว่าไม่ส่งผลอะไรเท่าไหร่นัก”

บทความก่อนหน้านี้‘จอมบึงมาราธอน 2019’ เตรียมโชว์มาตรฐานหนึ่งในงานวิ่งที่ดีที่สุดเมืองไทย วันที่ 17-19 ม.ค.นี้
บทความถัดไปซิวลูกจ้างคุมประพฤติร่วมแก๊งหลอกดาวน์รถ