‘ไทยลีก’ นัดสโมสรประชุมหาทางออกวันนี้ คาดเลื่อนเตะออกไปก่อน

‘ไทยลีก’ นัดสโมสรประชุมหาทางออกวันนี้ คาดเลื่อนเตะออกไปก่อน

หลังจากเมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 กรกฎาคม บริษัท ไทยลีก จำกัด ได้แจ้งกับทุกสโมสรว่ายังไม่สามารถประกาศโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพ (ทุกระดับ) ในเวลานี้ได้ เนื่องจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 จากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ที่ให้ 13 จังหวัด พื้นที่สีแดงเข้ม พิจารณาสั่งปิดสถานที่/ประเภทกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด เพิ่มเติม 10 ประเภท รวมทั้ง “สนามกีฬาทุกประเภท” ทั้งในร่ม และกลางแจ้ง

ล่าสุด “บิ๊กแชมป์” นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยลีก กล่าวว่า ไทยลีกเตรียมประชุมหารือเรื่องทางออกของโปรแกรมการแข่งขันในวันที่ 22 กรกฎาคม ก่อนจะเรียกสโมสรประชุมในวันนี้ (23 กรกฎาคม) เพื่อนำข้อเสนอแนวทางต่างๆ จากการประชุมของ บจก.ไทยลีก ไปให้สโมสรพิจารณาหาทางออกร่วมกัน

นายกรวีร์กล่าวต่อว่า ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป จากคำสั่งล่าสุดของ ศบค.ที่ห้ามใช้สนามกีฬา ทาง บจก.ไทยลีก ได้พยายามไล่ตรวจสอบกับสโมสรต่างๆ ว่ามีผลกระทบแบบไหน ทีมซ้อมได้หรือไม่ การประชุมวันที่ 23 กรกฎาคม จะมาดูกันว่าจะทำอย่างไรกับโปรแกรม จะนำทางเลือกต่างๆ มาเสนอ แล้วตัดสินใจร่วมกัน ต้องบอกว่าในเรื่องการจัดแข่งขันนั้น ฝ่ายจัดพร้อมอยู่แล้ว ทว่าต้องคำนึงถึงสโมสรว่าพร้อมไหม ถ้าทีมครึ่งลีกซ้อมไม่ได้ แข่งไม่ได้ จะทำอย่างไร การขยับโปรแกรมจะกระทบหลายเรื่อง ทั้งโปรแกรมฟีฟ่าเดย์ของทีมชาติไทย ในเดือนตุลาคม, พฤศจิกายน โปรแกรมซูซูกิคัพ ที่เดิมที เว้นเดือนธันวาคมไว้ ไล่ไปถึงช่วงเวลาลงทะเบียนนักเตะ

เมื่อถามว่า ถึงตอนนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่าจะต้องเลื่อนเปิดฤดูกาล และการประชุมวันที่ 23 กรกฎาคม จะเหมือนกับการข้ามไปหารือเรื่องการจัดโปรแกรมใหม่เลย นายกรวีร์ตอบว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะหลายทีมมีปัญหาการซ้อมแล้ว ก็ต้องถามความเห็นสโมสรว่า จะแก้อย่างไร ถ้าเลื่อน เลื่อนอย่างไร ฝ่ายจัดพร้อมจัดก็จริง แต่ต้องดูสภาพโดยรวม วันนี้ยอดผู้ติดเชื้อวันละกว่า 1.3 หมื่นคน สนามแข่งไม่ได้ ไม่อยู่ในสถานการณ์ที่เหมาะสม

“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเดินหน้าต่อ บอลลีกก็ต้องแข่ง แต่จะแข่งอย่างไร เมื่อไหร่ เราจะรอโควิดหมดจากโลกไม่ได้ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ทีแรกจะรอวัคซีน แต่หลายชาติก็แสดงให้เห็นว่า แม้ได้วัคซีนโควิดก็ไม่จบ ดังนั้น เราต้องคุยว่าเอาอย่างไรมากกว่า ซึ่งโจทย์สำคัญคือประกาศจาก ศบค.ที่เปรียบเหมือนกฎหมายที่จะฝ่าฝืนไม่ได้”

ทั้งนี้ 13 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นครปฐม, นนทบุรี, นราธิวาส, ปทุมธานี, ปัตตานี, พระนครศรีอยุธยา, ยะลา, สงขลา, สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ปธ.ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ เผยผลศึกษาวัคซีน ประสิทธิผลเพิ่มชัดหลังฉีดเข็ม 2
บทความถัดไปชลบุรี ยังพุ่งไม่หยุด ติดโควิด-19 อีก 669 ราย เตือน 34 คลัสเตอร์ ต้องระวัง