‘อ.หรั่ง’ ชี้ ‘ช้างศึก’ ยังต้องแก้เรื่องเกมรับ เตือนระวัง ‘เติร์กเมนิสถาน’ เล่นงานเกมชี้ชะตาคัดเอเชี่ยนคัพ 31 มี.ค.

19.11.25 | 17:17 น.

‘อ.หรั่ง’ ชี้ ‘ช้างศึก’ ยังต้องแก้เรื่องเกมรับ เตือนระวัง ‘เติร์กเมนิสถาน’ เล่นงานเกมชี้ชะตาคัดเอเชี่ยนคัพ 31 มี.ค.

ทีม “ช้างศึก” ฟุตบอลไทยชุดใหญ่ ภายใต้การคุมทัพของกุนซือใหม่อย่าง แอนโธนี ฮัดสัน ชาวอังกฤษ-อเมริกา วัย 44 ปี สามารถเก็บผลชัยชนะเหนือคู่แข่งได้ทั้ง 2 แมตช์ โดยเกมแรก ทีมชาติไทยสามารถเฉือนทีมชาติสิงคโปร์ไปได้ 3-2 ในแมตช์อุ่นเครื่องทดลองทีม ที่ธรรมศาสตร์ สเตเดียม เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งหลังเกมถูกวิจารณ์จากแฟนบอลในเรื่องเกมรับอย่างล้นหลาม แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีมชาติไทยประกาศศักดา และมีการปรับทัพ 11 ตัวแรก บุกไปถล่ม ศรีลังกา ถึงถิ่นแบบขาดลอย 4-0 ในศึกฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ รอบคัดเลือก กลุ่มดี นัดรองสุดท้าย ก่อนที่จะเปิดบ้านรับมือ ทีมชาติเติร์กเมนิสถาน ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กกท.หัวหมาก วันที่ 31 มีนาคม 2569

จากฟอร์มของทีมชาติไทยที่ยิงอัดคู่แข่งไปถึง 7 ประตู และเสีย 2 ประตู จากการลงเล่นเพียงสองนัด ส่าสุดผู้สื่อข่าว “มติชน” สอบถามถึงความเห็นจากฟอร์มทั้ง 2 นัดที่ผ่านมาไปยัง “โค้ชหรั่ง” ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อดีตกุนซือทีมชาติไทย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่ง “โค้ชหรั่ง” ให้ความเห็นถึงภาพรวมจากทั้ง 2 เกมที่ผ่านมาของทีม “ช้างศึก” ว่า โค้ช และผู้เล่นมีการพัฒนาและปรับปรุงข้อผิดพลาดในเรื่องเกมรับ รวมถึงชื่นชมการสร้างสรรค์จังหวะเกมรุก และความเฉียบขาดในการเข้าทำ จากการเปรียบเทียบระหว่างเกมที่พบสิงคโปร์ และศรีลังกา ยังคงสังเกตเห็นถึงข้อผิดพลาดในเรื่องเกมรับเป็นสำคัญ ซึ่งเน้นไปยังจังหวะที่คู่แข่งโจมตีลูกกลางอากาศจากด้านข้าง และจังหวะโดนสวนกลับที่ต้องรีบแก้ไข เพราะชี้ว่าจะเป็นจุดอ่อนเมื่อต้องพบกับทีมชาติเติร์กเมนิสถาน ในศึกฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ 2027 รอบคัดเลือกนัดสุดท้ายในปีหน้า เพราะแข้งเติร์กเมนิสถานได้เปรียบเรื่องรูปร่างผู้เล่น ซึ่งคู่แข่งอาจใช้ประโยชน์จุดนี้ในการเล่นเกมบุกที่ต้องพบกับทีมชาติไทย

ดร.ชาญวิทย์ กล่าวต่อไปว่า การเรียกผู้เล่นเข้ามาติดทีมชาติ รวมถึงวิธีการในสนาม ล้วนมาจากการตัดสินใจของโค้ชทั้งสิ้น พร้อมสนับสนุนแนวทางการทำทีมชาติไทยทุกชุดที่ผสมผสานระหว่างนักเตะระดับซีเนียร์ กับผู้เล่นรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาเป็นอนาคต เพราะเชื่อว่าทีมชาติจำเป็นต้องมีผู้เล่นมากประสบการณ์เพื่อเป็นผู้นำให้กับรุ่นน้องภายในทีม รวมถึงแข้งเหล่านี้มีการตัดสินใจ และรับมือความกดดันในสนามได้

“หากผู้เล่นตัวเก๋ายังมีความฟิตมากพอที่จะลงเล่นในสนามได้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็เล่นได้ทั้งนั้น และยังรวมไปถึงเรื่องของวัฒนธรรมระหว่างรุ่นพี่-รุ่นน้อง ที่จะต้องเกื้อหนุนแนะนำกัน แต่หากในทีมมีแต่เด็กรุ่นใหม่ พอไปเจอเกมที่มีสถานการณ์ความกดดันแล้วขาดตัวเก๋าคอยประคอง การเล่นในสนามมันจะรวนกันไปหมด” ดร.ชาญวิทย์ กล่าว

Advertisement

อนึ่งเกมนัดถัดไปสำหรับฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ 2027 รอบคัดเลือก กลุ่มดี จะเป็นเกมนัดสุดท้าย โดยทีมชาติไทย อันดับ 96 ของโลกในปัจจุบัน มีโปรแกรมเปิดบ้านพบกับ ทีมชาติเติร์กเมนิสถาน อันดับ 142 ของโลก ที่ราชมังคลากีฬาสถาน วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันในกลุ่มดี ไทยมีคะแนนเทียบเท่ากับเติร์กเมนิสถาน อยู่ที่ 12 คะแนน แต่เฮดทูเฮดตกเป็นรอง จากเกมที่ทีมชาติไทยเคยบุกไปพ่ายทีมชาติเติร์กเมนิสถาน ด้วยสกอร์ 1-3 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ที่อัชกาบัต สเตเดียม ทำให้โอกาสเดียวของทีมชาติไทยที่จะลุ้นเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย เอเชี่ยนคัพ 2027 คือ ต้องเปิดบ้านเอาชนะ เติร์กเมนิสถาน ให้ได้สถานเดียวเท่านั้น