คณะวินัย ส.ฟุตบอล แถลงสรุปผลปิดฤดูกาล ชี้พัฒนาการเชิงบวก ความรุนแรงลดลง
ดร.วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ พร้อมด้วย นายสรรณ บุญทิพยา รองประธานคณะกรรมการ และคณะกรรมการ ประกอบด้วย พล.อ.ต.ธรรมนันทน์ ศาสนนันทน์, นายพงษ์ธวัช อ่วมสำอางค์, พ.ต.อ.อุกฤช ศรีนิติวรวงศ์, ร.ต.อ.พิพัฒน์ พหุลรัตน์พิทักษ์ และนายฐนวรรษ นิติธรรมวิศรุต ร่วมกันแถลงสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการตลอดฤดูกาลแข่งขัน 2568/69 เพื่อให้สื่อมวลชนและแฟนบอลได้รับทราบถึงภาพรวมการบังคับใช้ระเบียบวินัย มารยาท ในการแข่งขันฟุตบอลลีกต่างๆ และฟุตบอลหญิง รวมทั้งฟุตซอล ฟุตบอลชายหาด ที่อยู่ในการกำกับดูแลของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ
ดร.วัชรินทร์ กล่าวว่า ตลอดฤดูกาล 2568/69 คณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท ได้ประชุมพิจารณารวมทั้งสิ้น 51 ครั้ง และพิจารณากรณีการกระทำผิดที่เกิดขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพทุกรายการของสโมสรไทยลีก 1 ไทยลีก 2 และไทยลีก 3 รวมทั้งฟุตซอลไทยลีก จำนวนทั้งสิ้น 1,508 กรณี แบ่งเป็นการพิจารณาลงโทษใบเหลือง ใบแดง ตามระเบียบ จำนวน 1,312 กรณี และการพิจารณาลงโทษเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ต่างๆ จำนวน 196 กรณี
โดยตลอดทั้งฤดูกาลมียื่นขออุทธรณ์คำตัดสินเพียง 3 กรณี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการได้รับการยอมรับในเรื่องความเป็นธรรม ความโปร่งใส และการยึดหลักระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด และจำนวนเงินค่าปรับที่ลดลงกว่าประมาณร้อยละ 19 สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกของวงการฟุตบอลไทย ทั้งด้านวินัยของนักกีฬา เจ้าหน้าที่ สโมสร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่มีความเข้าใจและปฏิบัติตามระเบียบการแข่งขันมากขึ้น
ขณะที่คดีเกี่ยวกับความรุนแรง เช่น การรุมล้อมคุกคาม การทะเลาะวิวาท การพยายามทำร้ายร่างกาย และการทำร้ายร่างกายมีเพียง 25 กรณี จากทั้งหมด 1,508 กรณี หรือคิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 2 ของคดีทั้งหมด
สิ่งนี้สะท้อนว่าฟุตบอลไทยยังคงสามารถควบคุมปัญหาความรุนแรงในสนามแข่งขันได้ในระดับที่น่าพอใจ แม้ว่าจะยังมีบางเหตุการณ์ที่ต้องได้รับการแก้ไขและป้องกันอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเด็นที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของวงการฟุตบอลไทย ได้แก่ เรื่องการจัดการแข่งขัน ความปลอดภัยในสนาม การดูแลควบคุมกองเชียร์ การใช้พลุหรือวัตถุต้องห้าม รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานที่จัดการแข่งขัน ซึ่งมีการพิจารณาลงโทษรวม 87 กรณี
คณะกรรมการเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทุกสโมสรต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ ความปลอดภัย และมาตรฐานของการแข่งขันฟุตบอลอาชีพไทย
ในส่วนของลักษณะของความผิดที่เกี่ยวกับ การถูกคุกคาม รุมล้อม การทะเลาะวิวาท การพยายามทำร้ายร่างกาย และ ทำร้ายร่างกาย รวม 25 กรณี แบ่งออกเป็น ผู้เล่น 17 กรณี, เจ้าหน้าที่ทีม 3 กรณี และกองเชียร์ 5 กรณี
ลักษณะของความผิดที่เกี่ยวกับ การด่าทอ แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าสาธารณชน รวม 36 กรณี แบ่งออกเป็น ผู้เล่น 3 กรณี, เจ้าหน้าที่ทีม 15 กรณี และกองเชียร์ 18 กรณี
ลักษณะของความผิดที่เกี่ยวกับ เรื่องสถานที่จัดการแข่งขัน การกระทำผิดของกองเชียร์ขว้างปาวัสดุต่างๆ การจุดพลุ รวมทั้ง การทำลายทรัพย์สินของสนาม ความบกพร่องเรื่องรักษาความปลอดภัย รวม 86 กรณี แบ่งออกเป็น ผู้เล่น 1 กรณี, เจ้าหน้าที่ทีม 2 กรณี, ทีม 16 กรณี, กองเชียร์ 26 กรณี สถานที่ 41 กรณี
ในส่วนของคดีสำคัญประจำฤดูกาล คณะกรรมการได้ดำเนินการลงโทษอย่างจริงจังในกรณีที่มีการกระทำรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักกีฬา เจ้าหน้าที่การแข่งขัน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักการสำคัญคือ การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกฝ่าย และการรักษาความน่าเชื่อถือของการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ
โดยพฤติกรรมที่คณะกรรมการมีการพิจารณาบ่อยครั้งคือ เหตุการณ์จุดพลุแฟร์ในการแข่งขัน โดยมีการลงโทษไปทั้งสิ้น 12 กรณี สโมสรจากไทยลีก 1 รวมกันมากที่สุด 8 ครั้ง ในทุกรายการ และหลายสโมสรกระทำผิดซ้ำซากหลายครั้ง ในส่วนของการแข่งขันฟุตซอล มีการพิจารณาลงโทษรวมทั้งสิ้น 12 กรณี และสุดท้ายเรื่องการพิจารณาลงโทษกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การแข่งขัน
ฤดูกาล 2568/69 มีการร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การแข่งขัน จำนวน 140 กรณี โดยการร้องเรียนเป็นผล 76 กรณี ไม่เป็นผล 55 กรณี และยกคำร้อง 9 กรณี
ไทยลีก 1 จำนวน 39 กรณี การร้องเรียนเป็นผล 19 กรณี, ไม่เป็นผล 20 กรณี และยกคำร้อง 0 กรณี โดยมีสโมสรขอยื่นอุทธรณ์ 1 กรณี และคณะกรรมการอุทธรณ์ มีมติยืนโทษ
ไทยลีก 2 จำนวน 22 กรณี การร้องเรียนเป็นผล 9 กรณี ไม่เป็นผล 12 กรณี และยกคำร้อง 1 กรณี โดยมีสโมสรขอยื่นอุทธรณ์ 1 กรณี และคณะกรรมการอุทธรณ์ มีมติยืนโทษ
ไทยลีก 3 จำนวน 76 กรณี การร้องเรียนเป็นผล 45 กรณี, ไม่เป็นผล 23 กรณี และยกคำร้อง 8 กรณี
ฟุตซอลไทยลีก จำนวน 3 กรณี การร้องเรียนเป็นผล 3 กรณี, ไม่เป็นผล 0 กรณี และยกคำร้อง 0 กรณี
คณะกรรมการในฐานะองค์คณะตุลาการ ได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ของสโมสรสมาชิก ขอยืนยันว่า ทุกคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้นตลอดฤดูกาล ได้ดำเนินการภายใต้หลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1.ความเป็นอิสระในการพิจารณา 2.ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 3.การยึดถือข้อบังคับ ระเบียบ และพยานหลักฐานเป็นสำคัญ 4.การใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกสโมสรและทุกบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ไม่มีสโมสร บุคคล หรือองค์กรสมาชิกใดได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่าระเบียบข้อบังคับ และไม่มีการเลือกปฏิบัติในการพิจารณาข้อร้องเรียนต่างๆ
ดร.วัชรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับฤดูกาล 2569/70 คณะกรรมการจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการลดเหตุการณ์ความรุนแรงในสนามแข่งขัน การคุ้มครองผู้ตัดสินและเจ้าหน้าที่การแข่งขัน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสนามแข่งขัน และการสร้างความร่วมมือกับสโมสรในการป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของกองเชียร์ เป้าหมายสำคัญของเราคือการทำให้ฟุตบอลไทยเป็นการแข่งขันที่มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น มีมาตรฐานที่ดีขึ้น และเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับนักกีฬา เจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน และแฟนฟุตบอลทุกคน
“ท้ายที่สุดนี้ ผมขอขอบคุณสโมสร ผู้ตัดสิน เจ้าหน้าที่การแข่งขัน สื่อมวลชน และแฟนฟุตบอลทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานการแข่งขันฟุตบอลไทยตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา เราจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และยึดมั่นในหลักนิติธรรม เพื่อให้ฟุตบอลไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” ดร.วัชรินทร์ กล่าวปิดท้าย



