เปลี่ยนสนามเป็นห้องเรียน! กสศ. จับมือ ส.ลูกหนังไทย เปิดหลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล

21.08.26 | 00:00 น.

เปลี่ยนสนามเป็นห้องเรียน! กสศ. จับมือ ส.ลูกหนังไทย เปิดหลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่อาคาร FA Thailand สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ หัวหมาก กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จับมือ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เปิดตัว “หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล” นวัตกรรมการศึกษาที่ยืดหยุ่นซึ่งเปลี่ยน “สิ่งที่เด็กรัก” ให้กลายเป็นเส้นทางการเรียนรู้ โดยใช้ฟุตบอลเป็นฐานพัฒนาทักษะชีวิต ความรู้ และสมรรถนะ พร้อมผลักดันแนวทางเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์จากการฝึกซ้อมและการแข่งขันเป็นหน่วยกิต เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหลุดและเด็กนอกระบบการศึกษา สามารถเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม


ภายในงานมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนยากจนหรือด้อยโอกาสเข้าถึงการศึกษาหรือพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาฟุตบอล โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ, ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. รวมถึงภาคีด้านการศึกษา ผู้แทนอคาเดมี เด็กและเยาวชน อดีตนักฟุตบอลทีมชาติ และเครือข่ายสื่อมวลชนเข้าร่วม

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล กล่าวว่า กีฬาและการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กีฬาไม่ใช่เพียงเรื่องของสุขภาพหรือชัยชนะในสนามแข่งขัน แต่ยังช่วยสร้างวินัย ความรับผิดชอบ และทักษะชีวิต สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่ง “พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย” หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการทำให้การพัฒนาทักษะกีฬาสามารถเดินไปพร้อมกับการศึกษา ผ่านกระบวนการเรียนรู้และการวัดผลที่ยืดหยุ่น รวมถึงการจัดทำแนวทางเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ หรือ Credit Bank เพื่อพัฒนาแนวทางให้ประสบการณ์จากการฝึกซ้อมและการแข่งขันสามารถเทียบโอนเป็นหน่วยกิตทางการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ

“เราไม่ได้มุ่งสร้างเพียงนักฟุตบอลอาชีพ แต่อุตสาหกรรมกีฬายังต้องการบุคลากรอีกหลากหลาย ตั้งแต่ผู้ฝึกสอน ผู้จัดการทีม ผู้ตัดสิน นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักกายภาพบำบัด ผู้จัดการแข่งขัน ไปจนถึงนักสื่อสารมวลชน นี่จึงเป็นการเปิด Career Pathway ให้เด็กสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่รัก นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ หรือ Learn to Earn และสร้างความมั่นคงในชีวิต กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเฉพาะกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ พร้อมสนับสนุนทั้งทุนการศึกษาสำหรับนักกีฬาเยาวชน การเก็บตัวฝึกซ้อม วิทยาศาสตร์การกีฬา อุปกรณ์ และการแข่งขัน เพื่อสร้างเส้นทางอาชีพควบคู่กับโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชน”

Advertisement

ด้าน ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน กล่าวว่า ต้องขอบคุณ นางนวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่มอบหมายให้ตนได้ดำเนินการร่วมกับ กสศ. ในการพัฒนาหลักสูตร ตลอดระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งสอดคล้องกับหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคมฯ คือ “การพัฒนาเด็กและเยาวชน” ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ไปจนถึงระดับเยาวชนขั้นสูงและกึ่งอาชีพ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “พลเมืองฟุตบอล” ให้เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เด็กจำนวนมากรัก หากเราสามารถเปลี่ยนสนามฟุตบอลให้เป็นห้องเรียนแห่งชีวิต ฟุตบอลก็จะเป็นอีกประตูหนึ่งที่พาเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่เสี่ยงหลุดหรือหลุดจากระบบการศึกษาแล้ว กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเองได้

“สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การออกแบบและรับรองหลักสูตร พร้อมสนับสนุนการเทียบโอนผลการเรียนรู้ การพัฒนาครู ผู้ฝึกสอน และมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพเด็ก การเปิดโอกาสให้เยาวชนต่อยอดสู่ระดับสโมสรและสายอาชีพที่เกี่ยวข้อง และการสนับสนุนทรัพยากร อุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ และทุนการศึกษา พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเชื่อมเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบพัฒนาศักยภาพด้านฟุตบอล อาทิ FIFA Talent Scouting และ Talent ID Event เพื่อค้นหาและติดตามเยาวชนที่มีศักยภาพทั่วประเทศ ตลอดจนเปิดโอกาสให้เด็กและผู้ฝึกสอนเข้าถึงองค์ความรู้ฟุตบอลระดับสากล ผ่าน Platform FIFA Center และ FA Thailand Education Hub”

ขณะที่ ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กล่าวว่า หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมการศึกษาที่ยืดหยุ่น ซึ่งออกแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ศักยภาพและชีวิตของเด็ก เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ คือรูปแบบการเรียนรู้แบบเดิมอาจไม่สอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ หรือข้อจำกัดในชีวิต สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้เด็กเห็นว่า การศึกษาไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว เด็กที่รักฟุตบอลไม่ควรต้องเลือกระหว่าง “เรียน” กับ “เล่นกีฬา” แต่ควรมีระบบที่ทำให้เขาสามารถพัฒนาสิ่งที่รักไปพร้อมกับการศึกษา และต่อยอดไปสู่อนาคตได้

“การขับเคลื่อนดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ที่มุ่งป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด All for Education โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการแก้ไขข้อจำกัดเชิงระบบ เพื่อสร้างหลักประกันว่าเด็กไทยทุกคนจะสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและยืดหยุ่นตามบริบทชีวิต”

ขณะที่ ดร.ไกรยส ภัทราวาท กล่าวว่า ปรากฏการณ์ “ฟุตบอลฟีเวอร์” ในระดับเยาวชนช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเด็กได้รับโอกาสและมีพื้นที่แสดงศักยภาพ ความฝันและฟุตบอลเพียงลูกเดียวสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้ ประเทศไทยยังมีนักเรียนกว่า 1.3 ล้านคนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา และมีเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบแล้วกว่า 6 แสนคน ในจำนวนนี้มีเด็กอีกไม่น้อยที่มีความรักและทักษะด้านฟุตบอล แต่ขาดพื้นที่และช่องทางในการพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นระบบ

“สิ่งที่ระบบการศึกษาต้องทำ คือสร้าง ‘พื้นที่กลาง’ ให้เด็กสามารถเดินบนเส้นทางที่เขารัก พร้อมกับเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน เราเคยเห็นเด็กบางคนที่หลุดจากระบบและไม่ยอมกลับเข้าโรงเรียน แต่ยอมกลับมาซ้อมฟุตบอลและเรียนทุกวัน เมื่อเขาได้อยู่ในพื้นที่การเรียนรู้ที่มีความหมายกับชีวิตของเขา นั่นทำให้เราเห็นว่า ฟุตบอลเป็นมากกว่าเกมกีฬา แต่เป็นสะพานเชื่อมโอกาส และสามารถเป็นเครื่องมือพาเด็กกลับเข้าสู่การเรียนรู้ได้ แนวคิดดังกล่าวนำมาสู่การพัฒนา ‘หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล’ โดย กสศ. สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ และ สพฐ. เพื่อใช้ฟุตบอลเป็นฐานในการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยไม่จำกัดเป้าหมายไว้เพียงการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่เปิดไปสู่หลากหลายอาชีพในอุตสาหกรรมกีฬาและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์”

ดร.ไกรยส กล่าวอีกว่า เนื้อหาของหลักสูตรเชื่อมองค์ความรู้ฟุตบอลเข้ากับวิชาการและทักษะชีวิต ผ่าน 3 กลุ่มวิชาหลัก ได้แก่ กลุ่มความรู้พื้นฐานและการสื่อสาร กลุ่มเสริมความรู้วิชาเฉพาะด้านสโมสรและสปอนเซอร์ และกลุ่มพัฒนาทักษะเฉพาะในสนาม ตัวอย่างเช่น วิชา “บอลปัง แบรนด์เปย์” ที่นำเรื่อง Branding เทคโนโลยีเพื่อการออกแบบ และกลยุทธ์การสื่อสารการตลาด มาบูรณาการกับการเรียนรู้และเทียบโอนกับรายวิชาตามหลักสูตรการศึกษา นอกจากการพัฒนาเด็กแล้ว ยังมีการพัฒนา “ครูโค้ช” และ “ครูผู้พัฒนา” ให้สามารถจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และเชื่อมองค์ความรู้ในสนามฟุตบอลเข้ากับการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยปัจจุบันมีเครือข่ายโรงเรียนกว่า 200 แห่ง แจ้งความประสงค์นำหลักสูตรไปใช้ และเตรียมจัดเวิร์กช็อปให้แก่โรงเรียนในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้

ดร.ไกรยส กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง กสศ. และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะมุ่งขับเคลื่อน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.พัฒนาและขับเคลื่อนหลักสูตร ส่งเสริมการใช้หลักสูตรฟุตบอลบูรณาการทักษะชีวิต พร้อมพัฒนาระบบเทียบโอนประสบการณ์จากการฝึกซ้อมกีฬาเป็นหน่วยกิต 2.สร้างความพร้อมให้บุคลากรและสถานศึกษา ให้สามารถนำหลักสูตรไปจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.ดูแลความพร้อมและลดการหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านระบบติดตาม ช่วยเหลือ และสนับสนุนการเข้าถึงโอกาสและทุนการศึกษา

“การลงนามครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือระหว่างองค์กร แต่คือการร่วมกันสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาที่สามารถเริ่มต้นได้จากกีฬา ภายใต้แนวคิด All for Education เราเชื่อว่าหากระบบการศึกษามองเห็นสิ่งที่เด็กแต่ละคนรักและถนัด แล้วเปลี่ยนสิ่งนั้นให้เป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่า เราจะสามารถเปิดประตูแห่งโอกาส สร้างอนาคต และสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ให้เด็กและเยาวชนไทยได้อย่างแท้จริง” ดร.ไกรยส กล่าว