ฮัดสัน แจงเหตุไม่เรียก ธีราทร ร่วมทัพช้างศึก ลุยฟาดแข้งฟีฟ่า อาเซียน คัพ 2026
เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่โรงแรมโนโวเทล ฟิวเจอร์ ปาร์ค รังสิต จ.ปทุมธานี ทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย เดินทางมารายงานตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันฟุตบอล ฟีฟ่า อาเซียน คัพ 2026 ระดับพรีเมียร์ ดิวิชั่น ที่ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2569
การรายงานตัวครั้งนี้นำโดย แอนโธนี่ ฮัดสัน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย โดยมีนักฟุตบอลเดินทางมารายงานตัวทั้งหมด 21 คน ขณะที่ นิโคลัส มิคเกลสัน และอนันต์ ยอดสังวาลย์ จะเดินทางมาสมทบกับทีมในภายหลัง
แอนโธนี่ ฮัดสัน กล่าวว่า อย่างที่ทราบว่านักเตะส่วนใหญ่ที่เราเรียกมา เพิ่งลงทำการแข่งขันมา วันแรกจึงเป็นการพักฟื้นและฟื้นฟูร่างกายเป็นส่วนใหญ่ แต่วันพรุ่งนี้และวันพุธ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมและสมบูรณ์อย่างดีที่สุด เพราะเมื่อไปอินโดนีเซียแล้ว เราไม่รู้ว่าที่นั่นจะเป็นอย่างไรบ้าง ทุกคนที่เข้ามาแคมป์ตื่นตัว และตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับทุกคน
กุนซือช้างศึกกล่าวอีกว่า ส่วนในเคสของ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ตนชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ที่ผ่านมาก็เรียกมาตลอด พูดกันตรงๆ คือมีการพูดคุยกับสโมสรและนักเตะว่าสโมสรและทีมชาติมีโปรแกรมการแข่งขันที่แน่นมาก ด้วยอายุและสภาพร่างกายของธีราทร ต้องการพักฟื้นและหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บระยะยาวให้ได้มากที่สุด อยากให้ธีราทรได้พัก เพื่อโฟกัสในรายการคิงส์คัพ และเอเชี่ยนคัพ ในช่วงต้นปีหน้า
สำหรับ อนันต์ ยอดสังวาลย์ และอิคลาส สันหรน ต่างเป็นผู้เล่นที่อายุยังน้อยและมีศักยภาพสูงมากๆ ทั้งสองคน อย่างที่เห็นโปรไฟล์การเล่นแตกต่างจากคนอื่นๆ ในตำแหน่งกองกลางเรามีการแข่งขันเยอะมาก มองว่าทั้งสองคนนี้จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่น และสไตล์ของทั้งสองคน ได้คุยกับบุรีรัมย์ว่าทั้งสองคนมีสภาพร่างกายและฟิตพร้อม ทั้งสองคนเป็นผู้เล่นที่ดี อยากให้ทั้งสองคนดึงศักยภาพและความแตกต่างออกมาในแคมป์นี้ อิคลาสเป็นปีกที่ฝั่งตัวเองถนัดด้วยเท้าข้างถนัด ในฟุตบอลสมัยนี้มีน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ปีกจะเป็นตัวตัดเข้าใน แต่อิคลาสออกข้างแล้วครอส ซึ่งหายากมากในปัจจุบัน เป็นผู้เล่นที่มีความเร็ว การระเบิดตัวเองได้ดีมาก รวมถึงทัศนคติดีมาก
ส่วนในรายของอนันต์ มีสไตล์ที่เลี้ยงกินตัวได้ดีและรับบอลในพื้นที่แคบ ทั้งสองคนมีโปรไฟล์การเล่นที่แตกต่างกัน และเป็นผู้เล่นที่ดีมาก ในเรื่องการเลือกตัวผู้เล่น เวลาในการลงเล่น อย่างที่รู้ พอมีโควตาต่างชาติ มีผู้เล่นหลายคนได้โอกาสน้อยลง ในส่วนนี้มีหลายจุดที่ต้องมอง การหาปีก ณ ปัจจุบันยาก ยกตัวอย่าง มานูเอล ทอม เบียรห์ สมัยอยู่แบงค็อก ไม่ค่อยได้โอกาส สุดท้ายตัวเขาแสดงผลงานออกมาได้ดีเมื่อมารับใช้ชาติ ซึ่งต้องมีคำถาม ซึ่งคำตอบจะออกมาในสนาม
ฮัดสันร่ายยาวต่อไปว่า ตั้งแต่ที่คุมทีมชาติ ทั้งที่อเมริกา บาห์เรน และนิวซีแลนด์ สไตล์ที่ต้องการคือการดันผู้เล่นอายุน้อย การทำงานภายใต้เงื่อนไขทีมชาติ มีสิ่งที่เป็นดาบสองคม ในขณะเดียวกันต้องวางแผนระยะยาว เกมการแข่งขันสองเกมข้างหน้ากำหนดอนาคตของโค้ช พอมาคุมทีมชาติไทย ต้องผสมผสาน เพราะงานแรกที่ได้รับมอบหมายคือเอเชียน คัพ รอบคัดเลือกที่ต้องการผลชนะอย่างเดียวเพื่อเข้ารอบ หรือเดือนมิถุนายนที่เราไม่ได้ครบ 100% จากสภาพร่างกายบ้าง จากความไม่พร้อมบ้าง รวมถึงอาเซียน คัพ หลังจากนี้ตั้งแต่แคมป์นี้เริ่มวางแผนระยะยาวมากขึ้น ต่อยอดไปในรายการต่อๆ ไป ทั้งรายการนี้ คิงส์ คัพ และเอเชี่ยนคัพ รวมถึงทัวร์นาเมนต์หลังจากนี้ ที่จะมีการเอาตัวเยาวชนที่มีศักยภาพมาเติม บวกกับผู้เล่นที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้น
“กับการเตรียมทีมในช่วงที่ผ่านมา ถ้าจะเปลี่ยนแปลงผู้เล่นหมดเลย อาจจะปรับตัวได้ยากด้วยระยะเวลาแบบนี้ จากอาเซียนคัพ หลายคนทำผลงานได้ดี อย่างในรายของเบน เดวิส เป็นนักเตะที่ผมชื่นชอบ ณ ปัจจุบัน ด้วยคุณภาพ ความสามารถ และการเลี้ยงกินตัว ในอนาคตจะเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในประเทศไทยได้ แต่มีการพูดคุยส่วนตัวกับนักกีฬาไว้แล้ว แต่ขอเก็บไว้ เป้าหมายเราต้องการความสม่ำเสมอ ในตำแหน่งมิดฟิลด์ที่ต่อเนื่องจากแคมป์ที่แล้วมาจนถึงแคมป์นี้ เพื่อต่อยอดไปถึงแคมป์ต่อไป ตัวผมส่วนตัวเชื่อว่ายังมีนักเตะไทยหลายคนที่เป็นตัวสำรอง อาจจะดีกว่าต่างชาติบางคนที่ลงสนามไป แต่แน่นอนว่าผมไม่มีสิทธิ์ในการเข้าไปตัดสินใจกับสโมสร มันเป็นเรื่องที่ยาก พอกติกายุคเปลี่ยนต้องปรับกับตรงนี้ให้ได้ ต้องพยายามเลือกตัวผู้เล่น หลังจากนี้ที่มีความลงตัวมากขึ้นภายใต้กฎกติกาใหม่”
ฮัดสันยังคงกล่าวต่อไปอีกว่า คำถามมีเสมอจากอาเซียน คัพ ถ้าย้อนกลับไป สถิติมีการเล่นเกมรุกเยอะมาก การสร้างโอกาสในพื้นที่สุดท้ายทำได้ดีมาก อย่างที่เห็นตลอดทัวร์นาเมนต์ มีความชัดเจนในการครองเกม แต่เข้าใจว่ามีคำถามเรื่องสไตล์การเล่น ส่วนการได้ ปีเตอร์ เทย์เลอร์ เข้ามาเป็นผู้ช่วย หน้าที่ของเขาคือการสนับสนุนด้านเทคนิค สตาฟโค้ช เพิ่มเทรนเนอร์ในการลงแท็กติก ตัวปีเตอร์ไม่ได้มาแทนใคร หรือยืนเหนือกว่าใคร แต่มาซัพพอร์ตสตาฟทุกคนให้ดีมากขึ้นในการทำงานภาคสนาม
“การทำงานกับทีมชาติไทย ทุกอย่างเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายอยู่แล้ว ผลแพ้-ชนะมีส่วน ในตอนเอเชี่ยน คัพ รอบคัดเลือก ณ ตอนนั้น ไม่มีพื้นที่ให้เลือกนักเตะหน้าใหม่ ต้องเลือกผู้เล่นที่ช่วยทีมเก็บผลการแข่งขันให้ได้ ในสองแคมป์แรกเห็นอยู่แล้ว แคมป์ต่อมาในเดือนมิถุนายน ไม่ได้ตัวผู้เล่นที่ฟูลทีม ด้วยสภาพร่างกาย การเจอคูเวตและจีน ผลการแข่งขันไม่ได้ห่างกันมาก เป็นบริบทคล้ายกัน แคมป์ที่ทำงานเต็มรูปแบบจริงๆ คืออาเซียน คัพ ในเรื่องการเล่นทุกคนทำได้ดีมาก ข้อมูลอาจจะตกหล่นไปบ้าง แต่เราสร้างเกมรุกได้ดี แม้จะไม่ได้ตัวผู้เล่นที่ดีที่สุด ถ้าเทียบกับทีมชาติอื่น อย่างเวียดนามและสิงคโปร์”
ฮัดสันกล่าวในตอนท้ายเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับทีมชุดเอเชี่ยนเกมส์ พยายามต่อไปและเป็นกำลังใจให้ ส่งข้อความไปหา “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ตลอด ชื่นชอบในตัวโค้ชวังมาก มีความสัมพันธ์อันดี บางครั้งด้วยภาษาอาจจะมีบริบทที่แตกต่าง แต่มีการอวยพรให้กันเสมอ อยากให้นักเตะและสตาฟพยายามต่อไป และเข้ารอบลึกที่สุดในเอเชี่ยนเกมส์
ด้าน “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ กัปตันทีมชาติไทย กล่าวว่า ตัวเองและสต๊าฟโค้ชทุกคนพร้อมเต็มร้อย รายการนี้เป็นครั้งแรก เป็นสิ่งที่ยากที่ต้องเจอกับทีมชาติอื่น ทุกชาติก็เลือกชุดที่ดีที่สุดมาแข่งขัน พวกเราต้องการเอาแชมป์ให้ได้ จะทำทุกวิถีทาง ทุ่มเทและเอาชัยชนะกลับมา เชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน แฟนบอลคาดหวังกับพวกเรา
“เวียดนามเป็นทีมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว หวังว่าพวกเราจะเอาชนะพวกเขา เพื่อความมั่นใจให้กับทีมชาติและแฟนบอลชาวไทย จะได้มีอะไรไปต่อกรกับเขาหน่อย ผมเชื่อว่าเป็นทัวร์นาเมนต์ อาจจะมีความยากเรื่องอาหาร การกิน และสนาม ผมเชื่อว่าเรามีประสบการณ์จากต่างแดน ทีมอื่นใหม่เหมือนกัน ทุกทีมมีแค่อินโดนีเซียที่มีฐานแฟนบอล อาจจะมีแฟนบอลน้อยที่ตามไปเชียร์ เชื่อว่าพวกเราจะให้ได้ชัยชนะเพื่อชาติของเรา เราต้องโฟกัสทุกทีมและโฟกัสตัวเอง ทำให้พร้อมที่สุด แต่ละทีมมีวิธีการเล่นแตกต่างกัน ต้องวิเคราะห์พวกเขาและตัวเราเองว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งตรงไหน”
โปรแกรมการแข่งขันของทีมชาติไทย ในรายการ ฟีฟ่า อาเซียนคัพ 2026 รอบแบ่งกลุ่ม มีดังนี้
นัดแรก ปากีสถาน พบ ไทย วันที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 16.00 น. ที่ศรีจาลัก ฮารุปัต สเตเดียม เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย
นัดสอง ไทย พบ เวียดนาม วันที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 19.30 น. ที่ศรีจาลัก ฮารุปัต สเตเดียม เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย
นัดสาม ไทย พบ ฟิลิปปินส์ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ศรีจาลัก ฮารุปัต สเตเดียม เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย
รอบชิงชนะเลิศ และนัดชิงอันดับที่ 3 วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่เกโลรา บุง การ์โน สเตเดียม กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย



