พีจีเอทัวร์ปรับโครงสร้างการแข่งขัน แบ่ง 2 ดิวิชั่น มีเลื่อนชั้น-ตกชั้น
ไทเกอร์ วู้ดส์ อดีตนักกอล์ฟมือ 1 โลกชาวอเมริกัน กลับมาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่คดีเมาแล้วขับเมื่อเดือนมีนาคม โดยเขาร่วมแถลงข่าวการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันพีจีเอทัวร์ ในฐานะ 1 ใน 9 สมาชิกของคณะกรรมการพิจารณาและแนะนำการปรับโครงสร้างการแข่งขัน
ทั้งนี้ พีจีเอทัวร์วางแผนแบ่งพีจีเอทัวร์ออกเป็น 2 ระดับ มีการเลื่อนชั้นและตกชั้น โดยแบ่งเป็น “แชมเปี้ยนชิพ ซีรีส์” แข่งขันระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม ประมาณ 23-24 รายการ ชิงเงินรางวัลรายการละ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (660 ล้านบาท) ในกลุ่มนี้จะรวมรายการใหญ่อย่างเมเจอร์ 4 ทัวร์นาเมนต์ รวมถึงศึกเพลเยอร์ส แชมเปี้ยนชิพ, รายการซีรีส์ส่งท้ายปี รวมถึงอีเวนต์ประเภททีมอย่างไรเดอร์คัพ และเพรสซิเดนต์สคัพ รายการในกลุ่มนี้มีนักกอล์ฟเข้าร่วมโดยเฉลี่ย 120 คน แข่งขัน 72 หลุม ตัดตัวหลังผ่านไป 36 หลุม
ขณะที่ “ชาลเลนเจอร์ ซีรีส์” ซึ่งเป็นระดับรองลงมา จะแข่งขันอย่างน้อย 20 รายการ ชิงเงินรางวัลรายการละ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (132 ล้านบาท) มีนักกอล์ฟเข้าร่วม 144 คน โดยซีรีส์นี้เป็นบันไดให้นักกอล์ฟไต่เต้าสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยมีทั้งดาวรุ่งและนักกอล์ฟที่เคยผลงานดีแล้วดร็อปลง
การแข่งขันรูปแบบใหม่จะเริ่มใช้ในฤดูกาลที่ 2028 โดยเมื่อจบฤดูกาล จะมีนักกอล์ฟอย่างน้อย 90 คนได้เล่นในซีรีส์ต่อไปในฤดูกาลหน้า ขณะที่นักกอล์ฟจากชาลเลนเจอร์ ซีรีส์ จะได้เลื่อนขึ้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพ ซีรีส์ ฤดูกาลละ 20 คน โดยคนที่ได้แชมป์ในชาลเลนเจอร์ ซีรีส์ 2 รายการ จะได้เลื่อนขึ้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพ ซีรีส์ ทันที
ไทเกอร์กล่าวว่า เราต้องมองไปข้างหน้าในระยะยาว ไม่ใช่แค่มองที่ปัจจุบันอย่างเดียว ต้องมองไกลไปถึงการวางโครงสร้างพีจีเอทัวร์และกีฬากอล์ฟโดยรวมเพื่อนักกอล์ฟและแฟนๆ ในรุ่นต่อๆ ไป
ด้านไบรอัน โรแล็ปป์ ซีอีโอของพีจีเอทัวร์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการปรับโครงสร้างการแข่งขันก็เพื่อให้พีจีเอทัวร์อยู่ในรูปแบบที่ดีที่สุด สามารถยืนระยะได้อีกยาวนาน ตอนนี้แชมเปี้ยนชิพ ซีรีส์ ยังมีรายการไม่ครบ แต่มีหลายเมืองที่แสดงความสนใจอยากมีส่วนร่วม



