ดูกันชัดๆ แข่ง 4 คู่ใครแพ้-ชนะ ประเดิมฝรั่งเศส-ออสเตรเลีย ถึงปิดท้ายโครเอเชีย-ไนจีเรีย

ฟุตบอลโลก 2018 คืนวันที่ 16 มิถุนายน มีแข่งขัน 4 คู่ ฝรั่งเศสประเดิมชนะออสเตรเลีย 2-1 อาร์เจนตินาทำได้แค่เสมอไอซ์แลนด์ 1-1 เดนมาร์กเก็บ 3 แต้มเหนือเปรู และปิดท้ายที่โครเอเชีย ชนะ ไนจีเรีย 2-0

“ป๊อกบา”ซัดพา“ตราไก่”เข้าวิน2-1

“ตราไก่” ฝรั่งเศส คว้าชัยเหนือ “จิงโจ้” ออสเตรเลีย หวุดหวิด 2-1 ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 นัดแรกของกลุ่มซี ที่คาซาน อารีนา

11 ตัวจริง ฝรั่งเศส : ผู้รักษาประตู อูโก้ โยริส / กองหลัง บ็องฌาแม็ง ปาวาร์, ราฟาเอล วาราน, ซามูเอล อุมติตี้, ลูคัส เอร์นานเดซ / กองกลาง ปอล ป๊อกบา, โกร็องแต็ง โตลิสโซ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ / กองหน้า อองตวน กรีซมันน์, คีเลียน เอ็มบัปเป้, อุสมาน เดมเบเล่

11 ตัวจริง ออสเตรเลีย : ผู้รักษาประตู แมทธิว ไรอัน / กองหลัง มาร์ก มิลลิแกน, อาซิซ เบฮิช, โจชัว ริสดอน, เทรนต์ แซนส์บิวรี่ / กองกลาง แอรอน มอย, ไมล์ เยดินัก, ทอม โรยิช / กองหน้า แมทธิว เลคกี้, ร็อบบี้ ครูส, แอนดรูว์ แนบเบาต์

ครึ่งแรก ไม่ถึงนาทีครึ่ง เอ็มบัปเป้รับบอลจากริมเส้นและซัดทันที โดนนายทวารออสซี่ปัดออกไป นาทีที่ 4 ฝรั่งเศสได้ฟรีคิกหน้าเขตโทษ ป๊อกบาปั่นเข้าไปกลางประตู ไรอันรับไว้ได้สบายๆ ถัดมา 2 นาที กรีซมันน์ได้ซัดไกลนอกเขตโทษ ก็ยังเข้ามือไรอันอีก เกมรุกของฝรั่งเศสยังเดินเครื่องอย่างต่อเนื่อง แต่ออสเตรเลียก็มีจังหวะสวนขึ้นมาบ้าง นาทีที่ 18 โตลิสโซ่สกัดบอลจากจังหวะที่นักเตะจิงโจ้ซัดไกล บอลแฉลบเข้ากรอบ แต่โยริสพุ่งปัดออกไปก่อน

นาทีที่ 31 กรีซมันน์เกี่ยวบอลในเขตโทษ แต่โดนแซนส์บิวรี่เข้าปาดเตะสกัดออกไปก่อนจะได้ยิง นาทีที่ 33 ป๊อกบาพาบอลบุกเข้ามา ก่อนไหลให้เอร์นานเดซซัดจากกราบซ้าย ลูกไปโดนกองหลังออสเตรเลียออกไป ช่วงท้ายครึ่งแรกมีจังหวะให้ลุ้นกันไม่เยอะ จบครึ่งแรก เสมอ 0-0

ครึ่งหลัง ออสเตรเลียบุกถึงหน้าปากประตูฝรั่งเศสได้หลายครั้ง แต่ไม่มีประตู นาทีที่ 54 ป๊อกบาจ่ายบอลให้กรีซมันน์พาบอลหลุดเข้าเขตโทษ ริสดอนสกัดจนร่วงลงไป แต่ผู้ตัดสินไม่ให้ฟาวล์ จนต้องขอดูวีเออาร์ และเปลี่ยนคำตัดสินให้ฝรั่งเศสได้จุดโทษ ซึ่งเป็นการตัดสินด้วยวีเออาร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย และเป็นกรีซมันน์ที่สังหารจุดโทษไม่พลาด ให้ทีมตราไก่นำ 1-0 นาทีที่ 59 เอ็มบัปเป้พาบอลหลุดขึ้นมาทางกราบซ้าย แต่ไม่ยิงเอง ไหลให้กรีซมันน์ได้ยิง บอลเบาเกินไป

นาทีที่ 60 ออสเตรเลียได้จุดโทษบ้าง เมื่ออุมติตี้ทำแฮนด์บอลในเขตโทษอย่างชัดเจน ไมล์ เยดินักจัดการยิงเข้าไปเป็นประตูตีเสมอ 1-1 หลังตีเสมอได้ ออสเตรเลียกลับมาครองเกมได้บ้าง นาทีที่ 70 ฝรั่งเศสเปลี่ยนกรีซมันน์ออก เอาโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ลงแทน รวมทั้งเปลี่ยนเดมเบเล่ออก ส่งนาบิล เฟคีร์ ลงมาเล่นแทน

นาทีที่ 80 ป๊อกบาเข้ามาชิพบอลข้ามหัวนายทวารออสเตรเลีย เสียบใต้คานเข้าประตู ไปอย่างสุดสวย ให้ฝรั่งเศสขึ้นนำ 2-1 เวลาที่เหลือออสเตรเลียเดินหน้าบุกหวังประตูตีเสมอ แต่ไม่สำเร็จ หมดเวลาฝรั่งเศสเอาชนะไป 2-1 คว้า 3 แต้มแรกได้สำเร็จ

นัดต่อไป วันที่ 22 มิถุนายน 19.00 น. ออสเตรเลีย พบ เดนมาร์ก / 22.00 น. ฝรั่งเศส พบ เปรู

“เดส์ชองส์”ติงลูกทีมต้องดีกว่านี้

หลังเกมการแข่งขัน ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ นายใหญ่ทีมตราไก่ กล่าวชื่นชมออสเตรเลียว่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือทีมฝรั่งเศสสามารถเก็บชัยชนะในเกมแรกได้ หลังจากที่ฟุตบอลโลก 4 ครั้งหลังสุดชนะนัดแรกได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น จึงเป็นจุดเริ่มที่ดีมาก

“มันอาจจะยุ่งยากนิดหน่อย ลูกทีมควรจะบุกใส่ออสเตรเลียให้มากกว่านี้และกดดันให้ได้มาก แต่เราเสียบอลและทำได้ไม่ราบรื่นเท่าไหร่ แต่จะต้องทำให้ดีขึ้นในนัดต่อไป” เดส์ชองส์กล่าว

ด้านเบิร์ต ฟาน มาร์ไวก์ กุนซือทีมออสเตรเลีย กล่าวว่า ทั้งภูมิใจและผิดหวังกับผลการแข่งขัน คิดว่าลูกทีมเล่นเกมที่ยอดเยี่ยม และไม่สามารถตำหนิใครได้เลย กับเกมที่มีหลากหลายเหตุการณ์แต่ฝรั่งเศสทำอะไรเราไม่ได้มาก ดังนั้น ทีมควรมี 1 แต้มเป็นอย่างน้อย

ส่วนอองตวน กรีซมันน์ ออกมาชื่นชมระบบวีเออาร์ ที่ช่วยให้ฝรั่งเศสได้จุดโทษในเกมนี้ โดยเขาอธิบายถึงจังหวะดังกล่าวว่าเขารู้สึกถูกสกัดที่ขาซ้าย และเมื่อหลังจากลุกขึ้นมาก็รู้สึกเจ็บไม่ได้เป็นการคิดไปเองอย่างแน่นอน

ขณะที่ ไมล์ เยดินัก กัปตันทีมออสเตรเลีย บอกว่าทีมของเขาผิดหวังกับผลการแข่งขัน และโชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่ต้องมองในแง่บวกแล้วมุ่งหน้าสู่เกมต่อไป ซึ่งในฐานะกัปตันได้บอกกับลูกทีมว่าให้คงการเล่นที่ดีในวันนี้เอาไว้ และทีมไม่ได้ทำให้ตนเองผิดหวังแต่อย่างใด

“เมสซี่”บอดโทษ“ฟ้าขาว”เจ๊า1-1

อาร์เจนตินา เสมอ ไอซ์แลนด์ 1-1 ในกลุ่มดี นัดแรก ที่สปาร์ตัก สเตเดียม กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

11 นักเตะตัวจริงอาร์เจนตินา : ผู้รักษาประตู วิลเฟรโด้ กาบาเยโร่ / กองหลัง นิโคลัส ตาเกลียฟิโก้, มาร์กอส โรโฮ, เอดูอาร์โด ซัลวิโอ, นิโคลัส โอตาเมนดี้ / กองกลาง ลูคัส บีเกลีย, อังเคล ดิ มาเรีย, ฮาเวียร์ มัสเชราโน่, มักซิมิเลียโน่ เมซ่า / กองหน้า ลิโอเนล เมสซี่, เซร์คิโอ “กุน” อากูเอโร่

11 นักเตะตัวจริงไอซ์แลนด์ : ผู้รักษาประตู ฮานเนส ธอร์ ฮัลดอร์สสัน / กองหลัง เบียร์เกียร์ มาร์ แซวาร์สสัน, รักนาร์ ซิกูร์ดส์สัน, โฮดูร์ บียอร์กวิน มักนุสสัน, คารี่ อาร์นาสัน / กองกลาง โยฮันน์ กุ๊ดมุนด์สัน, เบียร์เกียร์ บียาร์นาสัน, กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน, อารอน เอนาร์ กุนนาร์สสัน, เอมิล ฮัลเฟรดส์สัน / กองหน้า อัลเฟรด ฟินน์โบกาสัน

ครึ่งแรก 20 วินาทีแรก กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน ได้ทักทายด้วยการซัดไกล แต่บอลไม่เข้ากรอบ นาทีที่ 4 เมสซี่เปิดฟรีคิกจากกราบซ้ายให้โอตาเมนตี้ชาร์จในเขตโทษ แต่บอลออกหลังไป นาทีที่ 8 เมสซี่เปิดฟรีคิกอีกครั้ง ตาเกลียฟิโก้หันหลังโขกบอลหลุดกรอบไปนิดเดียว ถัดมาแค่นาทีเดียว บียาร์นาสันโฉบเข้ามายิงในเขตโทษทีมฟ้า-ขาว แต่ก็ยังไม่เข้ากรอบ

15 นาทีแรก ไอซ์แลนด์เน้นตั้งรับเหนียวแน่น ขณะที่อาร์เจนตินาบุกแหลก นาทีที่ 17 เมสซี่ได้ซัดเต็มข้อ ฮัลดอร์สสันต้องออกไปปัดบอลทิ้ง นาทีที่ 19 อาร์เจนตินาขึ้นนำ 1-0 โรโฮยิงจากแถวสอง ลูกมาเข้าทางอากูเอโร่พลิกตัวยิงตุงตาข่าย แต่ถัดมาอีก 4 นาที ไอซ์แลนด์พาบอลไปลุ้นประตู บอลขลุกขลิกหลายจังหวะ กาบาเยโร่ปัดออกมาเข้าทางฟินน์โบกาสันกดจ่อๆ ไม่เหลือ ให้ไอซ์แลนด์ไล่ตีเสมอ 1-1

นาทีที่ 33 บีเกลียได้ส่องไกลหน้าเขตโทษไอซ์แลนด์ บอลข้ามคานออกไป นาทีที่ 40 บีเกลียเข้าชาร์จบอลในเขตโทษ แต่มักนุสสันเข้าสกัดบอลด้านหลัง ผู้ตัดสินให้แค่ลูกเตะมุม นาทีที่ 42 ซัลวิโอกระชากบอลหนีรักนาร์ ซิกูร์ดส์สัน ก่อนเปิดบอลไปแฉลบซิกูร์ดส์สันก่อนจะไปโดนมือในเขตโทษ แต่กรรมการไม่ให้เป็นแฮนด์บอล ไอซ์แลนด์มาได้ลุ้นขึ้นนำ ในช่วงทดเจ็บ กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สันวอลเลย์ด้วยขวานอกเขตโทษ แต่ไม่เข้ากรอบ จบครึ่งแรกเสมอ 1-1

ครึ่งหลัง ไอซ์แลนด์บุกเข้าถึงเขตโทษอาร์เจนตินามาเป็นระลอก กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สันได้สับไกนอกเขตโทษหลายครั้ง แต่แนวรับทัพฟ้า-ขาวยังช่วยกันป้องกันได้ดี จนถึงนาทีที่ 63 เมซ่าพุ่งเข้าเขตโทษเพื่อจะโขกบอล มักนุสสันเบียดข้างหลังจนล้มไปกองกับพื้น เมสซี่ซัดจุดโทษโดนฮัลดอร์สสันเซฟไว้ได้ สกอร์ยังเสมอกัน 1-1 นาทีที่ 71 เมสซี่กระชากบอลม้วนหลบผู้เล่นไอซ์แลนด์ และแตะออกให้เอเวร์ บาเนก้ายิงจากแถวสอง บอลไปเข้ามือฮัลดอร์สสัน

นาทีที่ 76 ฮอร์เก้ ซัมเปาลี กุนซืออาร์เจนตินาส่งคริสเตียน ปาวอน ปีกตัวจี๊ดลงมาแทนอังเคล ดิ มาเรีย นาทีที่ 78 มัสเชราโน่ชิพบอลให้เมสซี่หลุดเดี่ยวในเขตโทษ แต่โดนกองหลังไอซ์แลนด์ปาดเข้ามาสกัดทิ้งไปก่อนจะได้ง้างเท้ายิง นาทีที่ 81เมสซี่คนเดิมได้ปั่นโค้งจากนอกกรอบ บอลโค้งเบียดเสาหลุดออกไป

ช่วงท้ายเกมอาร์เจนตินาขึงเกมรุกในแดนของไอซ์แลนด์อยู่ฝ่ายเดียว ส่งกอนซาโล่ อิกวาอิน กองหน้าลงมาแทนเมซ่า นาทีที่ 87 ปาวอนเปิดบอลเข้าไปในเขตโทษ อากูเอโร่เข้าไม่ถึง บอลหลุดออกไป อีกไม่วินาทีต่อมา มัสเชราโน่ยิงไกลแถวสอง ฮัลดอร์สสันรับสบายๆ กรรมการทดเวลาบาดเจ็บ 5 นาที เมสซี่ได้กดด้วยซ้ายอีกครั้ง หลุดกรอบออกไปไกล ทีมฟ้า-ขาวบุกเต็มสูบ เมสซี่ได้ยิงฟรีคิกลุ้นครั้งสุดท้าย แต่ไม่ผ่านกำแพง จบเกมเสมอ 1-1 ไอซ์แลนด์ได้แต้มประวัติศาสตร์ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรก

นัดต่อไป เวลา 01.00 น. คืนวันที่ 21 มิถุนายน อาร์เจนตินา พบ โครเอเชีย / 22 มิถุนายน 22.00 น. ไนจีเรีย พบ ไอซ์แลนด์

“ซัมเปาลี”ไม่โทษ“เมสซี่”ปืนฝืด

ภายหลังเกม ฮอร์เก้ ซัมเปาลี กุนซือใหญ่ทีมฟ้า-ขาว กล่าวว่า การจะบอกว่าเมสซี่วันนี้เล่นดีหรือไม่ดีนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะนี่เป็นเกมที่น่าอึดอัดสำหรับเขาจากการที่ไอซ์แลนด์นั้นเน้นปิดช่องว่างในการเล่นทั้งหมด และตัดช่องทางการส่ง แต่ทีมก็ทำทุกอย่างเพื่อจะเอาชนะแล้ว และเมสซี่มีความมุ่งมั่นอย่างมากสำหรับทีมในเกมนี้

ส่วนไฮเมียร์ ฮัลกริมส์สัน โค้ชของไอซ์แลนด์ กล่าวว่า ทีมสามารถเล่นเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นเรื่องยากมากที่จะป้องกันทีมที่ครองบอลมากกว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องให้เครดิตการทำงานของทีม ไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจสำหรับทีมแม้แต่นิดเดียว

“เรารู้ว่าเราสามารถเอาชนะได้แม้ว่าอาร์เจนติน่าจะเหนือกว่าทั้งเรื่องของทักษะหรือการดวลตัวต่อตัว แต่การจะเอาชนะใครสักคนต้องเล่นให้พิเศษและทีมของเราก็มีเอกลักษณ์แบบนั้นที่ชัดเจน” ฮัลกริมส์สัน กล่าวปิดท้าย

ส่วน ฮานเนส ธอร์ ฮัลดอร์สสัน นายทวารที่เซฟจุดโทษและได้แมนออฟเดอะแมตช์ในเกมนี้ กล่าวว่า มันเหมือนฝันที่เซฟจุดโทษแล้วทำให้ทีมมีแต้มในฟุตบอลโลกได้ เพราะเป็นแต้มสำคัญที่หากต้องการจะผ่านเข้ารอบต่อไปให้ได้ ส่วนการเซฟจุดโทษนั้นได้ศึกษาการยิงจุดโทษของเมสซี่มาอย่างดี จากการยิง 2-3 ครั้งหลังสุด จึงทำให้เซฟได้

“โคนม”เปิดหัวเชือด”เปรู”1-0

ฟุตบอลโลก 2018 กลุ่มซี เปรู พบ เดนมาร์ก ที่สนามมอร์โดเวีย อารีน่า

11 นักเตะตัวจริงเปรู : ผู้รักษาประตู เปโดร กัลเลส / กองหลัง อัลเบร์โต้ โรดริเกซ, มิเกล ตราอูโค่, คริสเตียน รามอส, ลุยส์ อัดวินคูล่า / กองกลาง คริสเตียน กูเอว่า, เรนาโต้ ตาเปีย, โยชิมาร์ โยตุน / กองหน้า เจฟเฟอร์ซอน ฟาร์ฟัน, อันเดร การ์รินโญ่, เอดิซอน ฟลอเรส

12 นักเตะตัวจริงเดนมาร์ก : ผู้รักษาประตู แคสเปอร์ ชไมเคิล / ซีม่อน เคียร์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, เฮนริก ดัลสการ์ด, เยนส์ สทรูเกอร์ ลาร์เซ่น / กองกลาง วิลเลียม ควิสต์, โธมัส เดลานีย์, คริสเตียน อีริกเซ่น / กองหน้า นิโคไล ยอร์เกนเซ่น, ยุสซุฟ ยูรารี่ โพลเซ่น, ซิสโต้

โดยเปรูไม่มีเปาโล เกร์เรโร่ กัปตันทีมคนสำคัญ ที่สามารถอุทธรณ์โทษเรื่องยาเสพติด และสามารถลงเล่นในฟุตบอลโลกหนนี้ได้ก็ตาม ซึ่งมีชื่อเป็นเพียงตัวสำรองเท่านั้น

เริ่มเกมเป็นทางฝั่งเปรูที่พยายามโยนบอลเข้าใส่แนวรับของเดนมาร์ก และเริ่มมีโอกาสแรกจากการยิงนอกกรอบของการ์รินโญ่ ในนาทีที่ 12 แต่ว่าแคสเปอร์ ชไมเคิ่ลยังพุ่งปัดออกไปได้

จากนั้นในนาทีที่ 29 เป็นโอกาสของเปรูอีกครั้งจังหวะที่การ์รินโญ่ จ่ายทะลุช่องให้ฟาร์ฟัน หลุดเข้าไป แต่จังหวะยิงนั้นเคียร์พุ่งมาสกัดเอาไว้ได้ก่อน

ทว่านาทีที่ 35 วิลเลียม ควิสต์ ถูกปะทะจนได้รับบาดเจ็บซี่โครงต้องถูกเปลี่ยนตัวออกโดยส่ง ลาสซี่ โชน ลงมาเล่นแทน จากนั้นเดนมาร์กพยายามเปิดเกมบุกบ้าง มาได้โอกาสยิงฟรีคิกของอีริกเซ่น ในนาทีที่ 38 แต่บอลไปติดกำแพง

จนกระทั่งนาทีที่ 43 มีการใช้วิดีโอช่วยตัดสิน จากจังหวะที่กูเอว่าโดนสะกิดในเขตโทษ ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นจุดโทษให้กับเปรู และกูเอว่าสังหารเองยิงข้ามคานไป ทำให้จบครึ่งแรกสกอร์ยังเสมอกันอยู่ 0-0

ครึ่งหลังทั้งสองทีมยังเปิดเกมแลกกันอย่างสนุก จนนาทีที่ 56 เปรูน่าจะได้ประตูอีกครั้ง จากจังหวะที่กูเอว่า พยายามพาบอลหลุดมาในกรอบเขตโทษ ก่อนจะเปิดให้การ์รินโญ่ แต่เสียหลักลื่นเสียก่อน ทำให้ยิงพลาดไป

ถัดมาเพียง 3 นาทีเท่านั้น กลายเป็นเดนมาร์กที่ได้ประตูออกนำไปก่อน จากจังหวะที่อีริกเซ่น จ่ายให้กับโพลเซ่น หลุดไปยิงสวนตัวกัลเลส เป็นประตูให้ทีมขึ้นนำ 1-0

นาทีที่ 60 เปรูเกือบตีเสมอได้ จากจังหวะที่ ฟลอเรส ได้หลุดเข้าไปยิง แต่ว่าชไมเคิ่ลยังโชว์ซุปเปอร์เซฟปัดออกไปได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนตัว เปาโล เกร์เรโร่ ลงสนามมาแทนฟลอเรสทันที แล้วก็มีโอกาสได้โหม่ง แต่ยังตรงตัวชไมเคิ่ลอยู่

จากนั้นเปรูพยายามบุกอย่างหนักเพื่อหวังทำประตูตีเสมอ แต่จังหวะสุดท้ายนั้นเฉียดไปเฉียดมา โดยเฉพาะนาทีที่ 79 เกร์เรโร่ ได้โอกาสลองตอกส้นในเขตโทษ แต่บอลหลุดเสาไปนิดเดียวเท่านั้น

นาทีที่ 84 ฟลอเรส หลุดไปสุดเส้นด้านซ้ายก่อนเปิดกลับเข้ามาให้ฟาร์ฟานได้ยิงแต่อัดมาตรงกลางประตูทำให้ติดเซฟของชไมเคิ่ลอีกครั้ง

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมไม่สามารถทำอะไรกันเพิ่มได้ จบเกมเดนมาร์กชนะเปรู 1-0 ทำให้ตารางคะแนนกลุ่มนี้ ฝรั่งเศสนำเป็นจ่าฝูง มี 3 คะแนนเท่ากับเดนมาร์ก แต่ประตูได้เหนือกว่า

กุนซือ’เดนมาร์ก’แฮปปี้ชนะแถมคลีนชีต

โอเก้ ฮอไรเด้ กุนซือทีมชาติเดนมาร์ก กล่าวหลังจากพาทีมเก็บชัยเหนือเปรู 1-0 ว่า เปรูพยายามบุกเพื่อเอาประตูตีเสมอให้ได้ ดังนั้นจึงต้องยกเครดิตให้กับนักเตะเดนมาร์กทุกคนที่ช่วยกันเล่นเกมรับจนไม่เสียประตูในเกมนี้ และเป็นการไม่เสียประตู 5 นัดหลังสุดติดต่อกันแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เยี่ยมยอดที่สามารถรักษาคลีนชีตเอาไว้ได้ในการลงเล่นฟุตบอลโลก

ด้านริคาร์โด้ กาเรก้า เฮดโค้ชเปรู กล่าวว่า บรรยากาศในสนามวันนี้ยอดเยี่ยมมาก และการเจอกับเดนมาร์กก็นับเป็นการเจอกับทีมใหญ่ จริงๆ วันนี้อยากได้เสียงเชียร์ที่มากกว่านี้ แต่ก็รู้ดีว่าคงจะมีกองเชียร์เปรูจำนวนไม่มากนักที่จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลขนาดนี้ได้

“โครเอเชีย”ยิง“ไนจีเรีย”2-0

โครเอเชีย พบ ไนจีเรีย ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 กลุ่มดี ที่คาลินินกราด สเตเดียม เมืองคาลินินกราด

รายชื่อ 11 นักเตะตัวจริงโครเอเชีย : ผู้รักษาประตู ดาเนียล ซูบาซิช / กองหลัง ซีเม่ เวอร์ซาลโก้, อีวาน สตรินิช, เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วีด้า / กองกลาง อีวาน เปริซิช, อีวาน ราคิติช, ลูก้า โมดริช / กองหน้า อันเดร ครามาริช, มาริโอ มานด์ซูคิช, อันเต้ เรบิช

รายชื่อ 11 นักเตะตัวจริงไนจีเรีย : ผู้รักษาประตู ฟรานซิส อูโซโฮ / กองหลัง ไบรอัน อีโดวู, วิลเลียม ทรูสต์-เอคอง, เชฮู อับดุลลาฮี, เลออน บาโลกุน / กองกลาง วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้, โอเกเนคาโร เอเตโบ้, จอห์น โอบี มิเกล / กองหน้า โอเดียน อิกาโล่, วิคเตอร์ โมเสส, อเล็กซ์ อิโวบี้

เริ่มเกมมาเป็นโครเอเชียที่ตั้งเกมได้ก่อน และมีโอกาสยิงครั้งแรกในนาทีที่ 14 จากจังหวะที่มานด์ซูคิช พักบอลให้เปริซิชได้ลองส่องจากหน้ากรอบเขตโทษ เหินข้ามคานไปเล็กน้อยเท่านั้น

จนกระทั่งนาทีที่ 32 โครเอเชียมาได้ประตูออกนำในที่สุด จากจังหวะเตะมุม โมดริช เปิดเข้ามาให้ เรบิช โหม่งชงไปถึงมานด์ซูคิช แต่จังหวะสุดท้ายถูก เอเตโบ้ กองกลางของไนจีเรียเข้าประตูตัวเองไปให้ตาหมากรุกขึ้นนำ 1-0

โครเอเชียยังครองเกมได้ดีกว่า มีโอกาสอีกครั้งในนาทีที่ 39 ราคิติช เปิดบอลจากแนวหลังเข้ามาในเขตโทษ ครามาริช ได้โหม่งข้ามคานไป

ท้ายครึ่งแรกเป็นไนจีเรียได้โอกาสบ้าง จากจังหวะเก็บตกแถวสองของอิโวบี้ แต่ว่ายิงไปติดบล็อกของลอฟเรน ทำให้จบครึ่งแรกโครเอเชียนำไนจีเรียอยู่ 1-0

ครึ่งหลังไนจีเรียเป็นฝ่ายที่ออกมาครองบอลได้เหนือกว่า มีโอกาสในนาทีที่ 59 อิกาโล่ ได้โหม่งแต่ตรงตัวซูบซิช ก่อนที่โครเอเชียจะเปลี่ยนตัวถอด ครามาริช ออก แล้วให้ มาร์เซโล่ โบรโซวิช ลงมาเล่นแทน ส่วนไนจีเรีย เปลี่ยนอาเหม็ด มูซ่า ลงมาแทน อิโวบี้

ทว่าในนาทีที่ 70 สถานการณ์ของไนจีเรียก็ย่ำแย่ลง หลังเอคอง ไปทำฟาล์วใส่มานด์ซูคิช เป็นจุดโทษให้โครเอเชีย และโมดริช รับหน้าที่สังหารไม่พลาดให้โครเอเชียหนีเป็น 2-0

จากนั้นเหมือนเกมของไนจีเรียช็อตไปดื้อๆ ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมไม่สามารถทำอะไรเพิ่มได้ จบเกมโครเอเชีย ชนะ ไนจีเรีย 2-0 ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มนี้ทันที

แชมป์เก่าประเดิมสนาม
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ยังคงเป็นการแข่งขันนัดแรกในกลุ่มอี และกลุ่มเอฟ โดยคู่สำคัญอยู่ในกลุ่มเอฟ แชมป์เก่า “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี จะลงประเดิมสนามนัดแรกพบกับ “จังโก้” เม็กซิโก ทีมอันดับ 15 ของโลก ที่ลุซนิกิ สเตเดียม กรุงมอสโก ในเวลา 22.00 น. ช่อง ททบ.5 ถ่ายทอดสด

สถิติอินทรีเหนือกว่าจังโก้
ทีมแชมป์เก่ายังคงนำทีมมาโดย โยอาคิม เลิฟ กุนซือใหญ่ ที่พาทีมคว้าแชมป์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่ผลงานอุ่นเครื่องไม่ประทับใจแฟนเท่าไหร่ เพราะชนะเพียงเกมเดียวจาก 5 เกมหลังสุด ส่วนทีมเม็กซิโกนั้นเล่นอุ่นเครื่องมา 5 เกม ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 2 เกม โดยเกมล่าสุดแพ้ให้กับเดนมาร์กไป 0-2

สถิติการเจอกันมาของทั้งสองทีมนั้น เคยเจอกันในรอบสุดท้ายถึง 3 ครั้ง และเป็นอินทรีเหล็กที่เอาชนะได้ตลอด ครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 1998 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งเยอรมนีเอาชนะไปได้ 2-1 นอกจากนี้ ครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองทีมเจอกันคือศึกคอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ เมื่อปีที่แล้ว และเยอรมนียังย้ำชัยไปได้ 4-1

“โอซิล”สลัดเจ็บเข่าพร้อมลง
สภาพทีมของเยอรมนี จะได้เมซุต โอซิล ที่หายจากอาการบาดเจ็บเข่า ซึ่งทำให้เขาพลาดลงเล่นในเกมอุ่นเครื่องกับซาอุดีอาระเบียไป น่าจะกลับมาเป็นตัวเลือกของโยอาคิม เลิฟ ในเกมนี้ ทำให้ในแนวรุกนั้นอยู่ในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะเลือกดร็อปใครระหว่างยูเลียน ดรากซ์เลอร์ กับ มาร์โก้ รอยส์

ส่วนทีมเม็กซิโกของกุนซือ ฮวน คาร์ลอส โอโซริโอ นั้น จะได้ผู้เล่นตัวหลักๆ กลับคืนสู่ทีมทั้ง เอคตอร์ โมเรโน่, จิโอวานนี่ ดอส ซานโต๊ส รวมไปถึงกัปตันทีมอย่าง อันเดรส กวาร์ดาโด้ ขณะที่ ราฟาเอล มาร์เกซ ที่ลงเล่นฟุตบอลโลกสมัยที่ 5 อาจจะลุ้นเป็นตัวสำรองในเกมนี้

11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม เยอรมนี (4-2-3-1) : ผู้รักษาประตู มานูเอล นอยเออร์ (กัปตันทีม) / กองหลัง (ขวาไปซ้าย) โยชัว คิมมิช, เฌโรม บัวเต็ง, มัตส์ ฮุมเมิลส์, โยนาส เฮคตอร์ / กองกลางตัวรับ ซามี เคดิร่า, โทนี่ โครส / กองกลางตัวรุก มาร์โก้ รอยส์, เมซุต โอซิล, โธมัส มุลเลอร์ / กองหน้า ติโม แวร์เนอร์

เม็กซิโก (4-2-3-1) : ผู้รักษาประตู กีเยร์โม่ โอโชอา / กองหลัง (ขวาไปซ้าย) การ์ลอส ซัลเซโด้, ฮูโก้ อายาล่า, เอคตอร์ โมเรโน่, เฮซุส กัลลาร์โด้ / กองกลางตัวรับ มิเกล ลายุน, เอคตอร์ เอร์เรร่า / กองกลางตัวรุก จิโอวานนี่ ดอส ซานโต๊ส, อันเดรยส กวาร์ดาโด้, เอียร์วิ่ง โลซาโน่ / กองหน้า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ

“แซมบ้า”ฟอร์มฮอตดวลสวิส
อีกเกมที่น่าสนใจเป็นเกมในกลุ่มอี แชมป์โลก 5 สมัย แซมบ้าŽ บราซิล จะลงเล่นพบกับ ทีมจากแดนนาฬิกาŽ สวิตเซอร์แลนด์ ทีมอันดับ 6 ของโลกจากทวีปยุโรป ที่รอสตอฟ อารีนา เมืองรอสตอฟ ลงเตะในเวลา 01.00 น. ถ่ายทอดสดทางอมรินทร์ทีวี ช่อง 34

บราซิล ภายใต้การนำทีมของ ติเต้ กุนซือวัย 57 ปี มีผลงานในการอุ่นเครื่องยอดเยี่ยมมากๆ ชนะ 4 เกมรวด ยิงได้ 9 ประตู และไม่เสียแม้แต่ประตูเดียว แถมยังไม่แพ้ใครทุกรายการมา 11 นัดติดแล้ว อย่างไรก็ตาม สวิตเซอร์แลนด์ก็มีผลงานอุ่นเครื่องดีไม่แพ้กัน 4 เกม ชนะ 3 เสมอ 1 ไม่แพ้ใคร

ขณะที่สถิติในการเจอกันของทั้งสองทีมนั้นค่อนข้างสูสีอย่างมาก เจอกันมา 8 ครั้งในทุกรายการ บราซิล ชนะ 3 ครั้ง สวิส ชนะ 2 ครั้ง และเสมอกันไป 3 ครั้ง ครั้งเดียวที่เจอกันในฟุตบอลโลกต้องย้อนไปปี 1950 ซึ่งเสมอกันไป 2-2 ส่วนเกมล่าสุดที่เจอกันเป็นเกมอุ่นเครื่องเมื่อปี 2013 สวิตเซอร์แลนด์ ชนะไปได้ 1-0

“เนย์มาร์”นำทัพบราซิล
เกมนี้ ติเต้ กุนซือทีมชาติบราซิลน่าจะเน้นผู้เล่นเกมรุกเป็นหลักเพื่อหวังทำประตูจากทีมที่มีเกมรับเหนียวแน่นอย่างสวิตเซอร์แลนด์ โดยพร้อมจะส่ง 4 ตัวรุกลงพร้อมกัน นำโดยเนย์มาร์ประสานงานกับ วิลเลี่ยน และ กาเบรียล เชซุส ในการทำประตู โดยมี ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ สร้างสรรค์เกมรุกให้ ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ ของกุนซือวลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช จะนำมาโดยกัปตันทีม สเตฟาน ลิคต์สไตเนอร์ แบ๊กขวาตัวใหม่ของ ปืนใหญ่Ž อาร์เซน่อล ที่จะรับใช้ชาติเป็นเกมที่ 100 ในเกมนี้ โดยเกมรุกจะให้ เชอร์ดาน ชากิรี่ เพลย์เมกเกอร์ของทีม ทำเกมร่วมกับ กรานิต ชาก้า โดยมีฮาริส เซเฟโรวิช เป็นหน้าเป้า

11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนามบราซิล (4-2-1-3) : ผู้รักษาประตู อลิสซอน เบ็คเกอร์ / กองหลัง (ขวาไปซ้าย) ดานิโล่, ติอาโก้ ซิลวา, เชา มิรันด้า, มาร์เซโล่ / กองกลางตัวรับ คาเซมิโร่, เปาลินโญ่ / กองกลางตัวรุก ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ / กองหน้า (ขวาไปซ้าย) วิลเลี่ยน, กาเบรียล เชซุส, เนย์มาร์ (กัปตันทีม)
สวิตเซอร์แลนด์ (4-2-3-1) : ผู้รักษาประตู ยาน ซอมเมอร์ / กองหลัง (ขวาไปซ้าย) สเตฟาน ลิคต์สไตเนอร์ (กัปตันทีม), ฟาเบียน ชาร์, มานูเอล อาคันยี่, ริคาร์โด้ โรดริเกซ / กองกลางตัวรับ กรานิต ชาก้า, วาลอน เบห์รามี่ / กองกลางตัวรุก เชอร์ดาน ชากิรี่, เบลริม เชไมลี่, สตีเว่น ซูเบอร์ / กองหน้า ฮาริส เซเฟโรวิช

“คอสตาริกา”หนักวัด“เซอร์เบีย”
ปิดท้ายที่เกมในกลุ่มอี คอสตาริกา ทีมอันดับ 23 ของโลกจากโซนคอนคาเคฟ พบกับ เซอร์เบีย ทีมอันดับ 34 ของโลก จากทวีปเอเชีย ที่ซามาร่า อารีนา เมืองซามาร่า ลงเตะในเวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสดทางอมรินทร์ทีวี ช่อง 34

คอสตาริกามีฟอร์มอุ่นเครื่องไม่ดีเท่าไหร่ เพราะแพ้มา 2 เกมติดๆ กัน แต่พวกเขายังหวังว่าจะดึงผลงานจากเมื่อ 4 ปีก่อนกลับมาได้ในการแข่งขันจริง ขณะที่เซอร์เบียนั้นอุ่นเครื่องเกมสุดท้ายด้วยการถล่มโบลิเวียมา 5-1 ออสการ์ รามิเรซ กุนซือใหญ่ของคอสตาริกา เรียกตัว เคนเนอร์ กูเตียร์เรซ มาเสริมแทนโรนัลด์ มาตาร์ริต้า แบ๊กซ้ายดาวรุ่งวัย 23 ปี ได้รับบาดเจ็บต้องถอนตัวออกไป ส่วนผู้เล่นตัวหลักนั้นจะนำโดย ไบรอัน รุยซ์ ดาวเตะตัวเก่งที่ทำประตูได้ในเกมอุ่นเครื่องกับเบลเยียม

ส่วน มลาเดน เคิร์สตายิช กุนซือขัดตาทัพของเซอร์เบียนั้นไม่มีปัญหาในการจัดตัวผู้เล่น นำมาโดย อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ แบ๊กซ้ายกัปตันทีม พร้อมด้วย เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช เป็นจอมทัพสนับสนุน อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช กองหน้าที่ทำแฮตทริกได้ในเกมล่าสุด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สุนารี ราชสีมา สุดเฮง ถูกลอตเตอรี่ทีเดียว 63 ใบ!!
บทความถัดไปคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ‘CR7’ และแบรนด์หมื่นล้าน