หรือ ‘สิงโตคำราม’ จะพาฟุตบอลกลับบ้านได้เสียที

26.06.18 | 17:17 น.

ทีมขวัญใจมหาชนอย่าง “สิงโตคำราม” อังกฤษ ขย้ำ ปานามา น้องใหม่ในฟุตบอลโลก 2018 แบบไม่ปราณี 6-1 ทำให้การันตีเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแน่นอนแล้ว แต่จะเข้าเป็นอันดับเท่าไร เบลเยียม จะเป็นทีมที่ให้คำตอบ เพราะสองบิ๊กทีมจะเจอกันเองในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม

อังกฤษชนะ ตูนิเซีย 2-1 ถล่มปานามา 6-1 ผลงานนัดหลังเป็นการคว้าชัยชนะที่สกอร์ขาดที่สุดในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ของพลพรรคสิงโตคำราม นอกจากนั้นสื่ออังกฤษจำนวนมากยังยกให้ทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต เป็นทีมอนาคตใหม่ ที่ไม่น่าจะซ้ำรอยความผิดหวังอย่างที่แฟนบอลเคยเจอมาในอดีต

สื่อนอกประเทศหรือแฟนบอลทีมอื่นๆ มองว่าสื่ออังกฤษและแฟนบอลเมืองผู้ดีมักจะยกให้ทีมของตัวเองน่ากลัวเกินความจริง เป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ และมีความหวังจะเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในทุกรายการเมเจอร์(ยูโรและฟุตบอลโลก) ซึ่งก็ตกรอบเร็วกว่าที่คาดหวังไว้อยู่บ่อยๆ

หลังจากคว้าแชมป์โลกบ้านตัวเอง เมื่อปี 1966 แล้ว อังกฤษไปได้ไกลที่สุด คือ รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลี ถ้านับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ทั้งในฟุตบอลโลกและยูโร อังกฤษไม่เคยไปไกลกว่ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเลย

ผลงาน 2 นัดที่ผ่านมาจึงได้รับคำนิยามว่า “การเรียกศรัทธากลับคืนจากแฟนบอล”

Advertisement

สำนักข่าว บีบีซี ได้สัมภาษณ์แฟนบอลอังกฤษหลังเกมชนะปานามา 6-1 ถึงสาเหตุที่นักเตะของพวกเขาโชว์ฟอร์มหรูในทัวร์นาเมนต์นี้ อย่างแรกเลยคือ เกมรับที่เหนียวแน่น ไคล์ ไรท์ กล่าวว่า จอร์แดน พิกฟอร์ด ผู้รักษาประตูมือ 1 ไว้ใจได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าอังกฤษยังไม่เจอทีมที่มีกองหน้าฝีเท้าระดับโลก ซึ่งเบลเยียมจะเป็นบททดสอบที่ชัดกว่า

ปีเตอร์ ชอว์ แฟนบอลอีกคนมองว่า เกมรุกของทีมชุดนี้ดีกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา นับจากจำนวนประตูที่ยิงได้ 8 ตุง เมื่อเทียบกับ 4 ปีที่แล้ว แพ้ อิตาลี 1-2 แพ้ อุรุกวัย 1-2 เสมอ คอสตาริกา 0-0 ยิงรวม 2 ประตู ย้อนไปไกลกว่านั้น ปี 2010 เสมอ สหรัฐอเมริกา 1-1 เสมอ แอลจีเรีย 0-0 ชนะ สโลวีเนีย 1-0 ยิงได้แค่ 2 ประตูเช่นกัน แถมจังหวะฟรีคิกก็หวังประตูมากขึ้นอีกด้วย

แจ๊ค สเปรนจ์ แสดงความคิดเห็นว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของนักเตะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความอันตรายให้กับสิงโตคำราม เนื่องจากชุดนี้มีเพียง แฮร์รี่ เคน คนเดียวที่ถือเป็นนักเตะระดับเวิลด์คลาสคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้โดดเด่นเหมือนยุคก่อนๆ

มีการพูดถึง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือชาวสเปนของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้ามามีส่วนเปลี่ยนแปลงทีมชาติอังกฤษให้ดีขึ้น เซาธ์เกตเน้นการจ่ายบอลสั้นแบบที่เป๊ปชอบใช้กับทุกสโมสร 4 นักเตะแมนฯซิตี้ในทีมชาติอังกฤษ คือ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, จอห์น สโตน, ไคล์ วอล์กเกอร์ เป็นตัวหลัก ประตูที่ 6 ในเกมกับปานามา แข้งสิงโตผ่านบอลกัน 25 ครั้งแบบไม่เสียบอล

ก่อนที่เคนยิงไปแฉลบกองหลังปานามา นอกจากนั้นแฟนบอลยังเอาเรื่องความน่าจะเป็นมาผูกโยงกับการลุ้นแชมป์ครั้งนี้ได้แบบน่ารักๆ คือ ปี 2010 เป๊ปคุมทีม บาร์เซโลน่า ปีนั้นสเปนคว้าแชมป์โลก ถัดมา ปี 2014 เป๊ปทำงานอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิก และเยอรมนีเป็นแชมป์โลก ส่วนปีนี้ เขาอยู่กับแมนฯซิตี้ แชมป์จะเป็นใครไปได้!!

เกมกับเบลเยียมเป็นการตัดสินว่าอังกฤษจะผ่านเข้าไปพบใครในรอบ 16 ทีม ซึ่งจะไขว้ไปพบกับทีมจากกลุ่มเอช ที่เป็นไปได้ทั้ง ญี่ปุ่น, โคลอมเบีย, เซเนกัล ชื่อชั้นอังกฤษดีกว่าทั้งสิ้น โอกาสจะไปได้ไกลในเวิลด์คัพหนนี้ก็ยังเปิดกว้าง

อย่างไรก็ตาม เดอะซัน สื่อจอมแฉวิเคราะห์ว่า ถ้าอังกฤษเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มจี งานในรอบถัดไปจะเบากว่าการเป็นแชมป์กลุ่ม เดอะซันคาดไว้ว่ารอบ 16 ทีมจะพบกับเซเนกัล รอบ 8 ทีม พบกับ เม็กซิโก หรือ เซอร์เบีย รอบรองชนะเลิศเจอกับสเปนหรือ โปรตุเกส ถ้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ จะเจอกับ บราซิล แต่ถ้าเป็นแชมป์กลุ่มก็อาจจะต้องเจอบราซิลหรือ เยอรมนี ตั้งแต่รอบ 8 ทีมแล้ว

ฟอร์มของอังกฤษช่วงนี้ทำให้แฟนบอลเริ่มมีวลีที่แพร่หลายในโลกโซเชียลกันแล้วว่า “ฟุตบอลกำลังจะกลับบ้าน” (Football ‘s coming home)

สื่อถึงว่า อังกฤษเป็นจุดกำเนิดของฟุตบอลบนโลกใบนี้ และได้เวลา(เอาแชมป์โลก)กลับบ้านแล้ว ซึ่งวลีนี้เป็นท่อนหนึ่งของเนื้อเพลง Three Lions ที่ใช้เป็นเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลยูโร 1996 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพนั่นเอง

แต่ในเพลงนั้นยังมีท่อนว่า “No more years of hurt No more need for dreaming” ที่แปลว่า “จะไม่มีปีที่เจ็บปวดอีกต่อไป และมันจะไม่ใช่ความฝันอีกแล้ว” ซึ่งแฟนบอลอังกฤษร้องกันมาตลอด 22 ปี และความจริงก็ตรงข้ามกับเนื้องเพลงโดยสิ้นเชิง

คงต้องลุ้นกันต่อไปว่าฟุตบอลจะกลับถึงบ้านในเร็วๆ นี้ หรือยังต้องเดินทางต่อไปในที่อื่น