สถิติแชมป์เก่าตกรอบแรกยังคงอยู่ต่อไปอีก 4 ปี เมื่อ “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี แชมป์โลกปี 2014 พลิกล็อกแพ้ “โสมขาว” เกาหลีใต้ 0-2 แบบโลกตะลึง สานต่อผลงานของอดีตแชมป์โลก 2 ครั้งก่อนหน้านี้อย่างสมบูรณ์ อิตาลี แชมป์โลก ปี 2006 ตกรอบแรก ปี 2010 และ สเปน แชมป์โลก ปี 2010 ตกรอบแรก ปี 2014 นอกจากนั้นยังเป็นการตกรอบแรกครั้งแรกของเยอรมนีในฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายด้วย

ลูกทีมของ โยอาคิม เลิฟ ไม่สามารถเล่นได้ดุดันสมฉายา “ทัวร์นาเมนต์ทีม” ได้เลย นัดแรกโดน เม็กซิโก ลูบคม 1-0 นัดต่อมาถึงจะชนะ สวีเดน ได้ ก็ต้องรอปาฏิหาริย์ในนาทีสุดท้าย และมาเจอโศกนาฏกรรมสุดเศร้าในนัดสุดท้ายกับเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นชาติเอเชียชาติแรกที่เก็บชัยชนะเหนือเยอรมนีในฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายได้ด้วย
โยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ ยืดอกรับผิดเต็มๆ และยอมรับว่าช็อกกับผลการแข่งขัน ซึ่งเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ของวงการฟุตบอลเยอรมนีเลยทีเดียว ตลอด 3 เกม เยอรมนีไม่เคยขึ้นนำคู่แข่งได้แม้แต่ครั้งเดียว
“ฟอร์มการเล่นในครั้งนี้ดูยังไงก็ไม่มีทางไปถึงแชมป์ แม้แต่เข้ารอบ 16 ทีมก็ยังไม่ดีพอ เราทำทุกอย่างเพื่อจะได้รับชัยชนะ แต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะขึ้นนำได้เลย ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา เยอรมนีเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้ตลอด แต่ครั้งนี้ไม่สามารถทำได้ ผมขอยอมรับในความพ่ายแพ้” เลิฟกล่าว

มีการวิเคราะห์สาเหตุที่ทีมอินทรีเหล็กตกต่ำในทัวร์นาเมนต์นี้อย่างน่าสนใจ สาเหตุแรก คือ การใช้กองหน้าคนเดียว ติโม แวร์เนอร์ มีความเร็วและฟอร์มสม่ำเสมอในระดับสโมสรก็จริง แต่ที่รัสเซียเขาไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งอะไรออกมาได้เลย ยูเลียน บรันต์ ปีกที่หวังพึ่งได้ก็ได้รับโอกาสน้อยเกินไป และการตัด เลอรอย ซาเน่ ปีกความเร็วสูงออกจากทีมไปทั้งๆ ที่เป็นนักเตะที่สร้างมิติให้กับเกมรุกได้มากขึ้น ก็เป็นการจัดสินใจที่ผิด
ในแนวรับ มานูเอล นอยเออร์ ได้รับบาดเจ็บยาว แต่ยังมายืนเป็นมือ 1 ในฟุตบอลโลก ทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ มีลูกเหวอและข้อผิดพลาดหลายครั้ง ต่างจาก 4 ปีที่แล้ว ที่เล่นได้อย่างดุดัน เหนียวแน่น ออกมาตัดบอลนอกเขตโทษเป็นว่าเล่น
อีกเหตุผลสำคัญ คือ เลิฟเปลี่ยนตัวนักเตะลงสนามผิดพลาดและช้าเกินไป เกมกับเม็กซิโก แดนกลางต่อกรกับเม็กซิโกไม่ได้ แต่เลิฟกลับถอด ซามี เคดิร่า ออก เพื่อใส่ มาร์โก้ รอยส์ ไปในแดนหน้า เมื่อเวลาบีบเข้ามาก็เปลี่ยน มาริโอ โกเมซ ไปเสริมกองหน้าอีก แต่เป็นนาทีที่ 79 ซึ่งเวลาที่เหลือ 10 กว่านาทีน้อยเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้นบรันด์ตถูกส่งลงไปนาทีที่ 83 ก็แทบจะไม่เหลือเวลาให้ทำอะไรแล้ว สองเกมหลังก็ไม่ต่างกัน การเปลี่ยนตัวของเลิฟช่วยให้ทีมดีขึ้นไม่ได้ ในทางกลับกันในเกมกับเกาหลีใต้ยังเลวร้ายลงไปเสียอีก
การขาดนักเตะประสบการณ์สูงระดับเดียวกับ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ และ มิโรสลาฟ โคลเซ่
เพราะเลิฟเน้นนักเตะสายเลือดใหม่เพื่อสร้างความสำเร็จในระยะยาว ทำให้ทีมมีรอยรั่วที่เห็นได้ชัด เมซุต โอซิล ไม่สามารถเป็นจอมทัพที่สร้างความอันตรายให้กับทีมได้เหมือนที่ชไวนี่เคยทำ โทมี่ โครส เคยได้รับอิสระสูงมากในวันที่ชไวนี่อยู่ ไม่ต้องรับผิดชอบภาระในแดนกลางหนักมากขนาดนี้ โคลเซ่เป็นได้ทั้งตัวพักบอลและยิงประตูได้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้ โธมัส มุลเลอร์ สอดเข้ามาลุ้นประตูได้อยู่เสมอ

ความมั่นใจที่มากเกินไป เป็นอีกเหตุผลความล้มเหลวของแชมป์โลก 3 สมัยหลัง อิตาลี, สเปน หรือแม้แต่ฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก 2002 ความอิ่มตัวจากการเคยเป็นแชมป์โลกมาแล้ว หรือความทระนงตัว ย่อมมีในตัวนักเตะและโค้ชอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต้องไม่ลืมยกเครดิตให้คู่แข่งที่สามารถจับทางและเตรียมทีมมารับมือกับแชมป์โลกได้อย่างเยี่ยมยอด เกาหลีใต้ใช้ใจนำฝีเท้า ถึงจะไม่มีโอกาสเข้ารอบแล้ว แต่การเอาชนะทีมระดับเยอรมนีได้ ก็เพียงพอที่จะกลับบ้านในฐานะฮีโร่ได้แล้ว อินทรีและโสมขาวกลับบ้านในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ความรู้สึกต่างกันลิบลับ
จับตาอนาคตของโยอาคิม เลิฟว่าจะยังอยู่หรือโบกมือลาทีมอินทรีเหล็ก เพราะเพิ่งต่อสัญญายาวออกไปจนถึงปี 2022 อย่างไรก็ตามสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมนียังอยากให้เขาอยู่ต่อ
ที่เหลือขึ้นอยู่กับว่า เลิฟจะกล้ำกลืนทำงานท่ามกลางสายตาที่ไม่พอใจได้ขนาดไหนเท่านั้นเอง


