ผ่านพ้นกันไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับศึก ฟุตบอลโลก 2018 รอบแบ่งกลุ่ม ที่ประเทศรัสเซีย รวมทั้งสิ้น 48 นัด ซึ่งด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างทำให้เวิลด์คัพหนนี้มีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย
ก่อนหน้าจะไปลุ้นการชิงความเป็นหนึ่งในรอบน็อกเอาต์ เราขอรวบรวมเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในการแข่งขันรอบแรกมาฝากกัน…
สถิติเกิดใหม่
ฟุตบอลโลกหนนี้มีการทุบสถิติ “ที่สุด” ในประวัติศาสตร์การแข่งขันเกิดขึ้นมากมาย อย่างแรกสุดคือจำนวนลูกโทษที่จุดโทษซึ่งมากมายมหาศาลถึง 24 ลูก (แต่ยิงเข้าจริงๆ 18 ลูก) ประการสำคัญเพราะการนำระบบ “วีเออาร์” หรือวิดีโอช่วยตัดสินมาช่วย โดยสถิติยิงลูกโทษสูงที่สุดตลอดทัวร์นาเมนต์เดิมอยู่ที่ 18 ครั้ง ในการแข่งขันปี 1990, 1998 และ 2002 เท่าที่มีการเก็บข้อมูล

สถิติต่อมาเป็นของ ออสการ์ ตาบาเรซ กุนซือทีมชาติอุรุกวัย ซึ่งในวัย 71 ปี เป็นโค้ชที่อายุมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ปีนี้ อย่างไรก็ตาม สถิติที่ตาบาเรซสร้างขึ้นไม่ใช่โค้ชอายุมากที่สุด แต่เป็นโค้ชคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คุมทีมเดิมร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกถึง 4 สมัย โดยกุนซือเฒ่าเคยคุมทีมจอมโหดลุยศึกเวิลด์คัพในปี 1990 ต่อด้วยปี 2010, 2014 และปีนี้ อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้น่าจะเป็นงานสุดท้ายในการคุมทีมชาติของตาบาเรซแล้ว ยิ่งทีมไปได้ไกลเท่าไร ยิ่งเป็นของขวัญสั่งลาชั้นดีสำหรับโค้ชมากประสบการณ์คนนี้เท่านั้น

สถิติที่ 3 เป็นสถิตินักเตะอายุมากที่สุดที่ลงสนามฟุตบอลโลกของ เอสซาม เอล ฮาดารี นายทวารจอมเก๋าของทีมชาติอียิปต์ซึ่งได้รับโอกาสลงเฝ้าเสาในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มกับซาอุดีอาระเบีย ขณะอายุ 45 ปี กับ 161 วัน โดยฮาดารีโชว์ฟอร์มป้องกันลูกโทษไว้ได้ด้วย

อีกด้านหนึ่ง มุสซ่า วากูเอ้ สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะแอฟริกาอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูในศึกเวิลด์คัพในเกมเตะกับญี่ปุ่น นัดสุดท้ายของกลุ่มเอช โดยเจ้าหนูวากูเอ้อายุเพียง 19 ปี กับ 236 วันเท่านั้น

จุดเด่นที่น่าสนใจอีกประการของบอลโลกหนนี้คือการยิงประตูกันแทบจะทุกนัด ถ้าไม่ติดเกมถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างฝรั่งเศสกับเดนมาร์กซึ่งขอแค่ผลเสมอก็จะกอดคอกันเข้ารอบ เกมจึงลงเอยด้วยการเจ๊า 0-0 เป็นแมตช์ไร้สกอร์แมตช์แรกหลังจากเตะกันมา 37 นัด ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดตั้งแต่แข่งบอลโลกมา
นอกจากนี้ ยังมีสถิตินักเตะอายุมากที่สุดที่ทำแฮตทริกในทัวร์นาเมนต์บอลโลก เจ้าของสถิตินี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุป’ตาร์กัปตันทีมชาติโปรตุเกสซึ่งยิง 3 ประตูในแมตช์แรกกับสเปน ขณะอายุได้ 33 ปี กับ 131 วัน
สถิติสุดท้ายแต่อาจจะไม่ท้ายสุด คือ สถิติการทำเข้าประตูตัวเองสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะผ่านเกมรอบแรก 48 นัด มีแข้งแต่ละทีมทำพลาดส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายฝั่งตัวเองแล้วถึง 9 ครั้ง ทำลายสถิติเดิม 6 ครั้งตลอดทัวร์นาเมนต์ในศึกบอลโลกปี 1998
โดยการทำเข้าประตูตัวเองที่เจ็บปวดที่สุดในรอบแรกของบอลโลกหนนี้ต้องยกให้ลูกที่ ไบรอัน รูอิซ แข้งคอสตาริกาซัดลูกโทษไปชนคานแล้วเด้งชนหลังศีรษะของ ยานน์ ซอมเมอร์ นายทวารชาวสวิส เข้าประตูไป
ดราม่าท้ายเกม
บอลโลกปีนี้มีการทำประตูช่วงท้ายเกมเยอะมากๆ ทำลายสถิติทุกครั้งที่ผ่านมา โดยทำประตูตั้งแต่นาทีที่ 85 ขึ้นปีมากถึง 25 ประตู จาก 20 เกม ทำลายสถิติเดิม 24 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์เมื่อปี 1998
ในจำนวนนี้มีถึง 5 เกมที่ทำกันได้ 2 ประตูในช่วง 5 นาทีสุดท้ายของการแข่งขัน และมีถึง 14 เกมที่ประตูในช่วงท้ายได้เปลี่ยนแปลงผลการแข่งขัน กล่าวคือเป็นประตูตีเสมอหรือประตูชัย
ตัวอย่างเด่นๆ ของดราม่าท้ายเกม อาทิ ลูกฟรีคิกตีเสมอสเปนของโรนัลโด้ กัปตันทีมฝอยทอง, ประตูชัยของ มาร์กอส โรโฮ ที่พาอาร์เจนตินาผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย, ลูกยิงมุมพิสดารของ โทนี่ โครส ซึ่งช่วยให้เยอรมนีแซงชนะสวีเดนในนาทีที่ 90+5

อาถรรพ์แชมป์เก่าตกรอบแรก
“อินทรีเหล็ก” เยอรมนี แชมป์เก่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว กลายเป็นแชมป์เก่าทีมที่ 4 ในฟุตบอลโลก 5 ครั้งหลังสุดที่ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านตั้งแต่จบรอบแรก ต่อจาก ฝรั่งเศส แชมป์ปี 1998, อิตาลี แชมป์ปี 2006 และ สเปน แชมป์ปี 2010
ก่อนหน้าฟุตบอลโลกหนนี้จะเริ่มขึ้น แข้งเมืองเบียร์เป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ที่หลายคนคาดว่าจะผ่านกลุ่มเอฟไปได้อย่างราบรื่น แม้ว่าบางคนจะมองว่าเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างหนักก็ตาม
แต่แค่ประเดิมนัดเปิดสนาม อินทรีเหล็กก็ต้องเจอกับฝันร้าย เมื่อโดนทีเด็ดของปีกตัวจี๊ด เอียร์วิ่ง โลซาโน่ ทำประตูชัยให้ “จังโก้” เม็กซิโก ชนะ 1-0 พอนัดต่อมาก็มาโดน สวีเดน ยิงนำ ก่อนจะตีเสมอในช่วงครึ่งหลัง ซึ่งแค่ผลเสมอก็เสี่ยงจะตกรอบสูง ดีว่าได้ โทนี่ โครส ซัดลูกมุมพิสดารจากจังหวะฟรีคิกเข้าไปช่วงทดเจ็บทำให้ชนะไปหวุดหวิด
ประตูต่อลมหายใจของโครสทำท่าจะปลุกแชมป์เก่าให้ตื่นจากความฝืด แต่นัดสุดท้ายที่ขอให้เก็บชัยชนะได้ก็น่าจะเพียงพอต่อการเข้ารอบ แต่กลับไปโดน เกาหลีใต้ ยิงในช่วงทดเจ็บ 2 ประตู สุดท้ายปิดฉากด้วยการรั้งตำแหน่งบ๊วยของกลุ่ม มี 3 คะแนนจาก 3 นัด ยิงได้ 2 ประตู แต่เสียถึง 4

เอเชีย-แอฟริกายังเป็นไม้ประดับ
ฟุตบอลโลกหนนี้มีตัวแทนจากทวีปเอเชียและแอฟริกาได้สิทธิร่วมแข่งขันทวีปละ 5 ทีม แต่หลังจบรอบแรก มีเพียง 1 ทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ นั่นคือ ญี่ปุ่น ซึ่งจบอันดับ 2 ของกลุ่มเอช
แต่ไหนแต่ไรมา นักวิจารณ์และแฟนบอลจำนวนไม่น้อยมองว่า การให้โควต้ากับทั้ง 2 ทวีปจำนวนมากๆ นั้น ทำให้มาตรฐานของการแข่งขันไม่ดีเท่าที่ควร เพราะมักจะมาเป็นทีมแจกแต้มให้กับคู่แข่งร่วมกลุ่มเสียเป็นส่วนใหญ่
กระนั้น ทัวร์นาเมนต์นี้หลายทีมจากทั้ง 2 ทวีปก็โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าชื่นชม ฝากแมตช์ประทับใจเอาไว้หลายนัด ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ที่เชือดเยอรมนี 2-0 ฉุดตกรอบไปพร้อมกัน, ตูนิเซียที่สร้างความยากลำบากให้อังกฤษก่อนลงเอยด้วยการพ่ายแพ้ฉิวเฉียด 1-2 ในช่วงทดเวลา, ไนจีเรียที่เชือดไอซ์แลนด์ 2-0, โมร็อกโกที่หวิดคว้าชัยเหนือสเปน ก่อนเสมอ 2-2 และยังมีอิหร่านที่เสมอกับโปรตุเกส 1-1
ส่วน “ซามูไรบลู” ถึงจะผ่านรอบแรกมาได้ แต่ก็เสียเครดิตในสายตาแฟนบอลไปไม่น้อย เนื่องจากช่วงท้ายเกมของแมตช์สุดท้ายของรอบแรก ขณะที่ทีมตามโปแลนด์อยู่ 0-1 นักเตะญี่ปุ่นทุกคนต่างเคาะบอลส่งกันไปมา ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะบุกขึ้นหน้า เนื่องจากตอนนั้นรู้ผลอีกสนามหนึ่งว่า โคลอมเบียนำเซเนกัลอยู่ 1-0
หากเกมทั้ง 2 คู่ลงเอยด้วยผลดังกล่าว ญี่ปุ่นกับเซเนกัลจะมี 4 แต้มเท่ากัน และมีสถิติผลต่างประตูกับประตูยิงได้เท่ากันหมด แถมแมตช์ที่ทั้งคู่เจอกันยังเสมอกันอีก ซึ่งตามกฎแล้วต้องตัดสินด้วยกฎแฟร์เพลย์ ซึ่งญี่ปุ่นมีแต้ม -4 ดีกว่าเซเนกัลที่ -6 ทำให้พวกเขาผ่านเข้ารอบด้วยกฎนี้เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ฟีฟ่าประกาศใช้กฎนี้มา

การเล่นโดยไร้สปิริตของทีมแดนปลาดิบช่วงท้ายเกมทำให้แฟนบอลในสนามเป่าปากและโห่ใส่ด้วยความไม่พอใจ ขณะที่แฟนบอลทางบ้านต่างออกมาบ่นทางโซเชียลว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ จนโค้ช อากิระ นิชิโนะ ต้องออกมากล่าวขอโทษในภายหลัง แต่ก็ย้ำว่าจำเป็นต้องทำโดยยึดผลประโยชน์ของทีมเป็นหลัก
ขณะเดียวกันก็เป็นการเขี่ยวเซเนกัลเพื่อน “ไม้ประดับ” ร่วมกลุ่มตกรอบไปอย่างสุดเจ็บปวด


