อุรุกวัย ถือเป็นอีกหนึ่งทีมขาประจำของการแข่งขันฟุตบอลโลก จากทั้งหมด 21 ครั้ง รวมครั้งนี้ด้วย ทีม “จอมโหด” ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย 13 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีดีกรีเป็นอดีตแชมป์โลก 2 สมัย แต่เนื่องจากเป็นการคว้าแชมป์ในยุคแรกๆ ของทัวร์นาเมนต์ คือครั้งแรกที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพในปี 1930 และครั้งที่ 4 ที่บราซิล ในอีก 20 ปีต่อมา ในช่วงหลังๆ อุรุกวัยจึงถูกมองว่าเป็นทีมแกร่งทีมหนึ่ง แต่ไม่น่ากลัวถึงขั้นถูกยกเป็นเต็งแชมป์อันดับต้นๆ
แต่ในจำนวน 16 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายใน ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียในปีนี้ อุรุกวัยถือเป็นหนึ่งในทีมที่มีสถิติสวยหรูมากๆ ด้วยผลงานชนะรวด 3 นัดในรอบแรก และล่าสุดเพิ่งเขี่ย โปรตุเกส ของซุป’ตาร์ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตกรอบ ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ
ขุมกำลังหลักของทีมจอมโหดยังคงเป็นสองแนวรุกระดับเวิลด์คลาสอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ ของบาร์เซโลน่า และ เอดินสัน คาวานี่ ของปารีส แซงต์แชร์แมง
แต่ถ้าจะหยิบยก “พระเอก” หรือ “ฮีโร่” จากทีมนี้ขึ้นมาสักคน คำตอบที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการยกเครดิตให้ ออสการ์ ตาบาเรซ กุนซือเฒ่าที่ดูแลทีมมายาวนานนั่นเอง
วันนี้ในวัย 71 ปี ตาบาเรซถือเป็นโค้ชที่อายุมากที่สุดของทัวร์นาเมนต์ปีนี้ อีกทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นโค้ชคนแรกที่พาทีมเดียวกันสู้ศึกฟุตบอลโลกได้ถึง 4 สมัย เริ่มจากปี 1990 ซึ่งทีมตกรอบแรก ต่อด้วยปี 2010 ซึ่งทะลุไปคว้าอันดับ 4 มาครอง และเมื่อปี 2014 ที่ไปได้แค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย
กุนซือเฒ่ามีฉายาว่า “เอล มาเอสโตร” หรือ “เดอะ ทีชเชอร์” (The Teacher) เนื่องจากเคยยึดอาชีพครูก่อนมาทำงานเป็นโค้ชฟุตบอลครั้งแรกในปี 1980 ขณะอายุได้ 33 ปี และเคยสร้างผลงานเด่น พาทีม เปญาโรล ที่บ้านเกิดคว้าแชมป์บอลถ้วยอเมริกาใต้ “โกปา ลิเบร์ตาโดเรส” ในปี 1987 จนถูกเลือกให้คุมทีมชาติชุดยู-20 ก่อนไต่เต้าสู่ทีมชุดใหญ่ อีกทั้งยังเคยผ่านประสบการณ์การคุมทีมใหญ่อย่าง โบคา จูเนียร์ส 1 ใน 2 ยอดทีมของอาร์เจนตินา ระหว่างปี 1991-1993
หนึ่งในเครดิตที่หลายคนยกย่องตาบาเรซคือการปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นของทีม จากเดิมที่โดนวงการลูกหนังโลกวิจารณ์ว่าเป็น “อันธพาล” เพราะไล่เตะชาวบ้าน เข้าบอลหนักเกินกว่าเหตุ (จนเป็นที่มาของฉายา “จอมโหด”) มาเป็นทีมที่เล่นขาวสะอาดขึ้น มีระบบระเบียบแบบแผนมากขึ้น และมีแนวรุกที่อันตราย

การลบภาพจอมโหดนี้ยืนยันได้จากสถิติการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มซึ่งอุรุกวัยทำฟาวล์คู่แข่งรวม 33 ครั้ง จัดอยู่ในกลุ่มที่ทำฟาวล์น้อยที่สุดของทัวร์นาเมนต์ และตั้งแต่แข่งมา แข้งอุรุกวัยเพิ่งโดนใบเหลืองใบเดียวจาก โรดริโก้ เบนตากูร์ ในแมตช์เจอกับรัสเซียนัดสุดท้ายของรอบแรก
สำหรับแฟนบอลที่ตามดูเกมของอุรุกวัยในฟุตบอลโลกหนนี้อาจสงสัยว่าทำไมตาบาเรซต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดินตลอดเวลาที่บัญชาการเกมข้างสนาม เหตุผลก็เพราะเขาล้มป่วยด้วยกลุ่มอาการ กิลแลง-บาร์เร่ (จีบีเอส) มาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วนั่นเอง
กลุ่มอาการจีบีเอสนั้นเป็นโรคที่เกิดการอักเสบของเส้นประสาท โดยมีสาเหตุจากภาวะภูมิคุ้มกันแปรปรวน ทำให้แขนขาอ่อนแรง บางรายอาจหนักถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต
ตอนที่ล้มป่วยใหม่ๆ เมื่อปี 2016 หลายคนเชื่อว่าตาบาเรซจะอำลาตำแหน่งโค้ชทีมชาติด้วยปัญหาสุขภาพ แต่เขาก็ตัดสินใจสู้ต่อทั้งที่ตอนนั้นต้องอาศัยวอล์กเกอร์และวีลแชร์เพราะไม่อาจเดินด้วยขาทั้ง 2 ข้างของตัวเองได้
อาการของตาบาเรซเพิ่งมาดีขึ้นในช่วง 2-3 เดือนหลัง แต่ยังคงต้องใช้ไม้เท้าช่วยอยู่ ขณะที่สต๊าฟโค้ชจะคอยพยุงตัวช่วยเป็นระยะๆ
แต่ถึงจะยากลำบากขนาดไหน กุนซือเฒ่าบอกว่าเขาแทบไม่เคยคุยเรื่องอาการป่วยกับใครง่ายๆ และจะพูดกับคนที่ควรคุยด้วยในประเด็นนี้เท่านั้น
“มีบางวันที่ผมเดินด้วยตัวเองไหว แต่บางวันก็ทำไม่ได้ ถึงอย่างนั้นงานของผมก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน และยังคงดูแลลูกทีมเหมือนเดิมทุกอย่าง”
ด้วยอายุและปัญหาสุขภาพในปัจจุบัน คาดว่านี่จะเป็นฟุตบอลโลกหนสุดท้ายของตาบาเรซแล้ว และลูกศิษย์ทุกคนก็หวังว่าจะทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อเป็นของขวัญสั่งลาแด่ “ครู” ผู้เป็นที่รักคนนี้

