หน้าแรก กีฬา สกู๊ปหน้า 1 ม...

สกู๊ปหน้า 1 มุมมองโค้ชไทย ส่องž ‘ช้างศึก’ž สะดุด ‘เอเชียนเกมส์’

23.08.18 | 11:12 น.

ความล้มเหลวทีมฟุตบอล “ช้างศึก” ในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่อินโดนีเซีย ด้วยผลงานลงสนาม 3 นัด เสมอ กาตาร์ 1-1 เสมอ บังกลาเทศ 1-1 และแพ้ อุซเบกิสถาน 0-1 เก็บได้เพียง 2 แต้มในรอบแรก มันสะท้อนให้เราได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง

นี่เป็นผลงานย่ำแย่ที่สุดในรอบ 24 ปีของทีมฟุตบอลไทย เพราะครั้งสุดท้ายที่ทีมชาติไทยตกรอบแรกเอเชี่ยนเกมส์ต้องย้อนกันไปไกลถึงปี 1994 ในเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 12 ที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น

การตกรอบแรกของทีม “ช้างศึก” ยังถูกบันทึกสถิติอีกว่านี่คือครั้งที่ 6 ของไทยในเอเชี่ยนเกมส์ แต่เป็นครั้งแรกที่ตกรอบแรกหลังจากที่มีการเปลี่ยนกฎมาฟาดแข้งด้วยการใช้ผู้เล่นอายุไม่เกิน 23 ปี ลงแข่งขัน ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ คู่แข่งชาติอาเซียนต่างๆ อย่าง มาเลเซีย สร้างผลงานชิ้นโบแดง ชนะ “โสมขาว” เกาหลีใต้ ทีมเต็งแชมป์ 2-1 ส่วนนักเตะเวียดนาม ก็เอาชนะ “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่น 1-0 หรือแม้แต่บ้านใกล้เรือนเคียงของไทยอย่าง พม่า ก็ยังสามารถเอาชนะ อิหร่าน ได้ 2-0

มันจึงเป็นการตอกย้ำและทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจแฟนบอลทีมนักเตะแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาว่า เราถอยหลังลงคลอง หรือชาติอื่นมีการพัฒนาขึ้นจนแซงหน้าเราไปแล้ว

Advertisement

“มติชน” ต้องการนำเสนอบทความชิ้นนี้เพื่อสะท้อนมุมมองความคิดเห็นของบรรดายอดโค้ชจากเมืองไทยว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ “ช้างศึก” ล้มเหลวแบบไม่เป็นท่าในเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 18 โดยปราศจากอคติใดๆ ทั้งนี้ เพื่อหวังให้วงการฟุตบอลไทยปรับปรุงแก้ไข และนำไปพัฒนาข้อผิดพลาดในโอกาสต่อไป

สรุชัย จตุรภัทรพงศ์

“โค้ชง้วน” สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ อดีตนักเตะและโค้ชทีมชาติไทย วิเคราะห์ว่า มองว่าปัญหาใหญ่ที่ทำให้เราล้มเหลวในครั้งนี้คือ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และตัวของประธานพัฒนาเทคนิค ไม่ชัดเจน บริหารทีม บริหารการแข่งขันในประเทศจนทำให้ทีมชุดเอเชี่ยนเกมส์มีเวลาเก็บตัวน้อยเกินไป 5-6 วันก่อนเดินทาง ทุกคนรักชาติกันหมด แต่ฟุตบอลระดับเมเจอร์ระดับนี้อย่างน้อยๆ ต้องมีเวลาเก็บตัว 10-15 วันขั้นต่ำ วิธีการพอถึงฟีฟ่า เดย์ แล้วเรียกมารวมตัว เตะจบก็ปล่อย มันก็ใช้ได้ระดับหนึ่ง

ครั้งนี้คือ เราเตรียมทีมกันไม่ดี ผู้ใหญ่ในสมาคมทำงานช้ากันไปนิด จะใช้ยู-21, ยู-23 มันก็ต้องให้ชัด ผมเข้าใจแฟนบอลนะ คนที่ต้องออกมายืดอกเลยคือ สมาคม อย่าไปลงที่โค้ช

นัดแรกกับกาตาร์เราทำได้ดี แต่นัดกับบังกลาเทศ เราพลาดอย่างแรง เราพลาดที่ไปสลับตัวผู้เล่นเหมือนประมาท ผมเข้าใจว่าบางครั้งมันละเอียดอ่อน แต่ผมไม่โกรธโย่ง (วรวุธ ศรีมะฆะ) หรอกนะ เขาเป็นเพื่อนผม บอลทัวร์นาเมนต์แบบนี้มันกดดัน เห็นได้ชัดว่าพอเราเตรียมตัวกันน้อย ความพร้อมในสนามตอนแข่งมันใช้เรื่องของใจล้วนๆ แต่เรื่องร่างกายไม่ใช่

“บอลสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เก็บตัวกันเป็นเดือนๆ เรามีบอลอาชีพ นักเตะก็ต้องรับใช้สโมสร สมาคมต้องหาวิธีการทำงานร่วมกับสโมสรทั้งเรื่องเวลาเก็บตัว ทั้งเรื่องการปล่อยตัวนักเตะดีๆ มาสู่ทีม เราต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ คืออย่างน้อยๆ เราต้องหยุดลีกในประเทศ 10-15 วันเพื่อเปิดทางให้ทีมชาติเก็บตัวยาวขึ้น บางครั้งสมาคมและประธานเทคนิคต้องแข็งด้วย” โค้ชง้วนกล่าว

สะสม พบประเสริฐ

“โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ กุนซือฝีปากกล้า อดีตนักเตะทีมชาติ และเติบโตมาพร้อมกับ “โค้ชโย่ง” ในทีมกสิกรไทย ยุครุ่งเรืองในอดีต วิเคราะห์ว่า ผมเข้าใจความรู้สึกคนทำงาน เข้าใจแฟนบอล รู้ว่าทุกคนผิดหวังไม่ต่างกัน

เรื่องแรกเลยคือ เรื่องวิธีการทำงานบางครั้งฟีฟ่า เดย์ อาจจะยังใช้ไม่ได้กับทีมเยาวชน บอลเยาวชนบางครั้งต้องการเวลาอยู่ร่วมกันเพราะโครงสร้างเราไม่แข็งเหมือนญี่ปุ่น

อีกเรื่องที่อยากจะติงคือ เรื่องของทีม

สเกาต์นักเตะในแต่ละชุดบางครั้งมันต้องทำให้ลึก ทำให้ละเอียดไปกว่าแค่ในลีก บางครั้งเราจะหาช้างเผือกขึ้นมาจากบอลทัวร์

นาเมนต์อื่นๆ อีกได้เยอะแยะ ทำอย่างไรเราจะหา “ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน คนที่ 2” ทำยังไงเราถึงจะมีกองหน้าดีๆ แล้วผมเชื่อว่าช้างเผือกดีๆ มีอีกเยอะทั้งจากอคาเดมีสโมสรต่างๆ ก็มีให้เลือกเยอะแยะ เข้าใจว่าในทางปฏิบัติไม่ง่าย

“โค้ชเตี้ย” บอกต่อว่า เรื่องการวางปฏิทินเตะ เรารู้อยู่แล้วว่าทัวร์นาเมนต์เริ่มช่วงไหน เราตั้งตุ๊กตาวางไว้ แล้วเรามากำหนดโปรแกรมบอลในประเทศให้มันเอื้อให้มันไปด้วยกันได้ ให้ทีมชาติได้มีเวลาเก็บตัว เรื่องบางเรื่องต้องยอมเฉือนเนื้อตัวเอง สมาคมต้องมีศิลปะในการบริหารเวลา นักเตะต้องมองให้กว้าง ตัวดีๆ มีให้เลือกอีกเยอะ แต่ที่ผ่านมาเราไม่ทำ

“ผมกับโย่งเป็นเพื่อนกัน ผมว่าการที่แฟนบอลไปด่าโย่ง ผมว่าก็ไม่ค่อยเป็นธรรมกับเพื่อนผมเท่าไหร่นัก บางคนเอาไปเปรียบกับชุดของซิโก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) ที่ได้อันดับ 4 เมื่อ 4 ปีก่อน ผมว่าแตกต่างกัน ทรัพยากรนักเตะมันต่างกัน ของที่มีในทีมมันต่างกัน แต่ที่ผมจะตำหนิเพื่อนผมคือ รู้ว่าสมาคมให้เตรียม 5-6 วันก่อนไป ทำไมไม่ไปขอเพิ่ม ไม่ไปต่อรอง เพราะรู้กันดีอยู่แล้วว่ามันต้อง 10 วันขึ้นไปอยู่แล้ว 5 วันมันจะไปทำอะไรได้ เวลามันน้อยเกินไป” โค้ชเตี้ยกล่าว

ชาญวิทย์ ผลชีวิน

คนสุดท้ายเป็นกุนซือของกุนซือนั่นคือ “โค้ชหรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน โค้ชระดับมันสมองของเมืองไทยผู้ปลุกปั้น วรวุธ ศรีมะฆะ ตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะแบงก์กสิกรไทย

ยุครุ่งเรืองแสดงทรรศนะว่า การตกรอบหนนี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯปัดความรับผิดชอบไม่ได้ในเมื่อผลมันออกมาแบบนี้ ซีเกมส์ที่ลาวมีตัวอย่างมาแล้ว ปัญหาคือ เราต้องกลับมาถอดบทเรียนต้องย้อนกลับมาดูเรื่องการบริหารดีไหม เทคนิคของนักเตะเราดีไหม สุดท้ายมองไปที่การเตรียมทีมดีหรือไม่

เรื่องแรกเรื่องการบริหารงาน ประเด็นคือ ปล่อยให้ทีมชุดนี้มีเวลาเตรียมตัวร่วมกัน 5 วันนั่นคือหายนะ สมาคมต้องบริหารจัดการลีกให้ดี ต้องกลับไปทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับสโมสรต่างๆ ร่วมกับโค้ชของสโมสร เพื่อให้ลีกเดินหน้าไปได้ และทีมชาติก็ต้องเดินไปได้ด้วย สโมสรแฮปปี้ที่จะปล่อยนักเตะฝีเท้าดีมาร่วมทีม คนที่จะทำหน้าที่เจรจาในเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของนายกสมาคม, ประธานเทคนิค

สุดท้ายคือ ตัวโค้ชทีมชาติ เพราะทัวร์นาเมนต์แบบนี้เราต้องมีเวลาให้เด็กซ้อมร่วมกันเรียนรู้แทคติคต่างๆ อย่างน้อยๆ 7-14 วันก่อนเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์ ตัวของประธานเทคนิคต้องลงไปคุยกับทุกสโมสร ลงไปคุยกับโค้ชสโมสรฝากให้ติวเรื่องนั้น เรื่องนี้กับนักเตะคนนั้น คนนี้เป็นพิเศษ ถ้าเราทำแล้วไม่ได้รับความร่วมมือจากสโมสรค่อยว่าไปอีกกรณีหนึ่ง แต่เราดันไปโฟกัสเรื่องการวางแทคติคการเล่นให้กับทีมชาติชุดต่างๆ อย่างเดียวต้องย้อนลงไปลึกกว่านั้น

“โค้ชหรั่ง” บอกต่อว่า เทคนิคของนักเตะนั้น เราไม่เห็นการยิงไกล การเข้าทำแบบมีจินตนาการและหลากหลายเพราะเราไปเน้นที่ความสามารถส่วนบุคคล เวลาอยู่ร่วมกันน้อย เรื่องการติวเข้มการเตะเซตเพลย์ การยิงฟรีคิก การเตะมุมไม่เข้าใจกัน ไม่มีสูตรที่ดีพอ ซึ่งก็ย้อนไปที่เรื่องของการเตรียมทีมต้องให้นานกว่านี้ เรื่องทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่องก็ดี บางเรื่องการบริหารของสมาคมก็ทำได้ดี แต่ในเมื่อสุดท้ายผลงานทีมชาติมันล้มเหลวก็ต้องยอมรับคำติเพื่อมาแก้ไข ไม่ใช่จะรับแต่คำชม

“ทุกคนรักทีมชาติไทยกันหมด อย่าไปมองว่าใครตำหนิแล้วจะเป็นฝ่ายตรงข้าม อย่าคิดแบบการเมือง ถ้าเอากีฬาไปเกี่ยวกับการเมืองมันจะยุ่ง ผมให้กำลังใจคนทำงานทีมบริหารสมาคม ฝ่ายเทคนิค โค้ช นักเตะทุกคนให้ความผิดพลาดในหนนี้เป็นบทเรียนลุกขึ้นมาสู้เพื่อยกระดับตัวเอง” โค้ชหรั่งกล่าว

นี่คือนานาทรรศนะจากบรรดาโค้ชระดับมันสมองของเมืองไทยที่ทุกคนล้วนแต่เจ็บปวดไม่แพ้แฟนลูกหนังไทย และต้องการสะท้อนข้อผิดพลาดสาเหตุของความล้มเหลวครั้งนี้

อย่างคนที่รักฟุตบอลไทย เพื่อความสำเร็จของฟุตบอลไทย (อีกครั้ง) ….