ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเมืองกีฬา หรือ “สปอร์ตซิตี้” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 และได้ดำเนินการคัดเลือกประกาศรับรอง 6 จังหวัด ประกอบด้วย ชลบุรี, สุพรรณบุรี, ศรีสะเกษ, บุรีรัมย์, อุดรธานี และกระบี่ เป็นจังหวัดต้นแบบในการจัดตั้งเมืองกีฬา ไปแล้วนั้น แต่มีหลายส่วนต่างๆ มีคำถามว่ามีจังหวัดใหญ่ที่มีความพร้อมน่าจะได้รับโอกาสในการประกาศเป็นเมืองกีฬาเช่นกัน
ดร.ก้องศักด ยอดมณี ว่าที่ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) ที่จะเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม เปิดเผยว่า เรื่องการจัดตั้งเมืองกีฬาในความคิดเห็นของตนให้การสนับสนุนเต็มที และสอดคล้องกับนโยบายในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น”ประเทศแห่งกีฬา” แต่การประกาศรับรอง 6 จังหวัดถือว่ายังน้อยเกินไป อยากให้ขยายผลต่อในจังหวัดใหญ่ที่มีศักยภาพ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช ฯลฯ เพราะแต่ละจังหวัดมีศักยภาพในการพัฒนากีฬาที่แตกต่างกันอยากให้สนับสนุนทุกๆ เมือง
“ผมไม่อยากให้เน้นในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมากเกินไป แต่ควรดูที่ความสำเร็จของการพัฒนานักกีฬาในจังหวัดนั้นๆ ดูความโดดเด่นของแต่ละจังหวัดเป็นหลักเช่น นครศรีธรรมราช มีการสร้างนักกรีฑาที่เก่ง , ภูเก็ต มีนักกีฬาเปตอง, แบดมินตัน และมีศูนย์กีฬาว่ายน้ำฯที่ได้มาตราฐาน ส่วนเชียงใหม่มีนักกีฬาว่ายน้ำ ร่วมถึงการบริหารจัดการ การส่งเสริมการชม การเชียร์ การเป็นเจ้าภาพที่ดีในการจัดการแข่งขันรายการใหญ่มาประกอบด้วย ในเรื่องนี้เมื่อเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการจะมีการหารือกับผู้ใหญ่เพื่อขยายเมืองกีฬาเราควรทำให้เป็นเมืองกีฬาครบทั้ง 76 จังหวัด ” ดร.ก้องศักดกล่าว
ว่าที่ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับแผนการดำเนินการ จะมีการหารือ พูดคุยในแต่ละจังหวัด ถึงความโดดเด่นการสร้างนักกีฬาแต่ละจังหวัด เพื่อสานต่อการพัฒนากีฬาอย่างจริงจังเน้น ส่วน 6 จังหวัดต้นแบบเมืองกีฬาที่ได้รับการประกาศไปแล้วต้องหารือแผนการทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดอย่างถาวร ด้วยการจัดกิจกรรมลงไป ส่วนในปีนี้จะมีการประกาศเพิ่มหรือไม่ต้องดูรายละเอียดก่อน แต่ยืนยันว่าต้องเพิ่มแน่นอนเพื่อกระจายการพัฒนาด้านกีฬาไปสู่ภูมิภาคให้มีความคึกคักมากขึ้น แต่ของเดิมต้องต่อยอดให้ดีกว่าเดิมเช่นกัน
สำหรับงานแรกๆ หลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้วจะเร่งดำเนินการ ดร.ก้องศักด กล่าวว่า เป็นเรื่องการขับเคลื่อนการนำเอาวิทยาศาสตร์การกีฬาทุกด้านมาใช้ในการพัฒนานักกีฬาอย่างจริงจังทำงานร่วมกับสมาคมกีฬา ต้องมีแผนการนำเอาวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการประเมินผลการทำงาน เพื่อร่วมกันพัฒนานักกีฬาสู่กีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ในอีก 2 ปีข้างหน้าให้มีความแข็งแกร่งมากกว่าเดิม

