กกท.เตรียมสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ในหลวง ร.9 ทรงเรือใบ ร่วมมือชาติอาเซียนจัดบอลโลก-โอลิมปิก

2.10.18 | 11:19 น.

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) คนใหม่ แถลงนโยบายการบริหารงานกับพนักงาน กกท. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา กกท.หัวหมาก เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม

ดร.ก้องศักดกล่าวว่า ในเร็วๆ นี้จะมีกฎหมายที่ช่วยชักจูงชาวต่างชาติเข้ามาทำกิจกรรมกีฬาในประเทศไทย เข้ามาจัดประชุม และตั้งองค์กรกีฬานานาชาติ เนื่องจากมีสิทธิพิเศษด้านภาษี หลังจากนี้จะได้เห็นต่างชาติเข้ามาจัดกิจกรรมทางกีฬามากกว่าเดิม ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของกีฬาได้ในอนาคต

อีกนบายที่จะต้องเน้นอย่างเข้มข้น คือ การใช้วิทยาศาสตร์การกีฬากับเด็กเยาวชนทั่วไปตั้งแต่อายุน้อย เพื่อให้มีนักกีฬาเป็นเลิศและนักกีฬาอาชีพที่มีประสิทธิภาพสูงในอนาคต จึงต้องนำวิทย์กีฬาไปใช้ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาของประเทศในการวางรากฐาน เอาวิทยาศาสตร์การกีฬาเบื้องต้นไปอยู่ในการเรียนการสอน รวมทั้งให้มีหน่วยงานวิทยาศาสตร์การกีฬาเคลื่อนที่ลงไปตามชุมชน ให้คนในสังคมต่างๆ รู้ว่าวิทยาศาสตร์การกีฬามีความสำคัญและมีประโยชน์กับคนในสังคมมากมายขนาดไหน เอาวิทยาศาสตร์การกีฬาของประเทศในเอเชียด้วยกันอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และประเทศใหญ่ๆ ในยุโรป มาพัฒนาคนในประเทศ ให้มากที่สุด

นโยบายต่อมา ร่วมมือกับสมาคมกีฬาในการวางแผนร่วมกัน เพื่อนำมาเป็นหลักในการพัฒนานักกีฬาตัวเอง เริ่มต้นจากฟุตบอล เพราะเป็นกีฬามหาชน คนจะเห็นเยอะมากที่สุด เป็นโครงการนำร่อง เพื่อกอบกู้ศรัทธาฟุตบอลไทย หลังจากตกรอบแรกเอเชี่ยนเกมส์ จะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เห็นว่าฟุตบอลไทยมีอนาคตที่ดีได้ จะร่วมมือทำโครงการด้วยกัน นำเอาวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนานักฟุตบอลตั้งแต่เด็ก ให้สอดคล้องกับช่วงอายุของนักกีฬาแต่ละรุ่น แต่ละทีม อยากให้ในโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น นักกีฬาไทยมีความพร้อมในการแข่งขันสูงกว่าที่เคยเป็น

Advertisement

ผู้ว่า กกท.กล่าวอีกว่า อยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งกีฬา แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อยากให้ทุกจังหวัดเป็นเมืองกีฬาได้ ดึงความโดดเด่นด้านกีฬาของแต่ละจังหวัดออกมา ส่งเสริมกีฬาพื้นบ้าน ส่งเสริมวัฒนธรรมกีฬาต่างๆ ในจังหวัด เรื่องของสนามกีฬาก็สำคัญ จะไปสำรวจสนามกีฬาตามภูมิภาค เพื่อพัฒนาเป็นสนามกีฬาระดับนานาชาติต่อไป โดยเฉพาะสนามในสถาบันการศึกษา จะเข้าไปร่วมมือต่อยอดพัฒนาสนามเหล่านั้นร่วมกัน

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะมีการร่วมมือกับอาเซียนมากขึ้น อยากเห็นประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านกีฬาอาเซียน ให้อาเซียนเป็นผู้นำกีฬาของเอเชีย ใครจะนึกว่าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกได้ อยากจัดการแข่งขันระดับโลกจริงๆ ในประเทศไทย ทั้งฟุตบอลโลก โอลิมปิกเกมส์ เป็นเบอร์หนึ่งของโลกอย่างแท้จริง การร่วมมือกันเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกเกมส์กับเพื่อนบ้านอาเซียน เมื่อหลายประเทศพร้อมแล้ว ในหลายๆ ด้าน ก็น่าจะร่วมมือกันเป็นเจ้าภาพสองเกมนี้ในอนาคต ตอนนนั้นตนคงไม่ได้เป็นผู้ว่า กกท.แล้ว แต่อยากจะเห็นการวางรากฐานที่ดีในตอนที่ยังทำหน้าที่ จะเดินทางออกไปในหลายๆ ประเทศอาเซียนเพื่อหารือเรื่องการร่วมมือกันพัฒนากีฬาให้มากที่สุด

“สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาได้ดีมาก แซงหน้าไทยไปแล้ว เวียดนามก็กำลังแซงไทยไป ดังนั้นจึงต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างกีฬาไทยให้ทัดเทียมกับมาตรฐานโลกให้มากขึ้น มีการสร้างสปอร์ต ปาร์ก ในหลายๆ จุดของประเทศ ให้ประชาชนสนใจจะเข้าไปดูกีฬา ไปมีส่วนร่วมกับด้านต่างๆ ของกีฬา” ดร.ก้องศักด

ผู้ว่า กกท.กล่าวอีกว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นต้นแบบของกีฬาไทย และทรงเป็นผู้ทรงให้กำเนิดวันกีฬาแห่งชาติ เป็นพระมหากษัตริย์ต้นแบบ จึงมีแนวคิดอยากจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ที่พระองค์ทรงเรือใบอย่างสมพระเกียรติใน กกท.หัวหมาก เพื่อให้ประชาชนได้ระลึกถึงพระองค์ในด้านกีฬา มาร่วมถ่ายรูป สร้างแรงบันดาลใจในการเล่นกีฬา

ดร.ก้องศักดกล่าวปิดท้ายว่า จะมีการส่งเสริมการแข่งขันกีฬาระดับโลกไปยังภูมิภาค ในต่างจังหวัดให้มากขึ้น เช่นเดียวกับโมโตจีพีที่จัดที่ จ.บุรีรัมย์ แต่ก็ต้องศึกษาผลกระทบให้ถี่ถ้วน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมรายได้ให้กับชุมชน ท้องถิ่น ต้องมีตัวเลขเงินที่ชัดเจน เพื่อให้สังคมไม่มีคำถามว่าทำไมต้องใช้เงินของชาติสนับสนุนกีฬาเหล่านี้ ที่สำคัญจะทำให้คนในชุมชนมีความสนใจติดตามกีฬามากขึ้น รวมทั้งเห็นว่าการวิ่งมาราธอนในปัจจุบันเกิดขึ้นมากมาย บางสัปดาห์มี 3-4 รายการในกรุงเทพมหานคร อยากให้ไทยมีการแข่งขันมาราธอนระดับโลก ซึ่งเป็นระดับสูงสุด อยากเห็นการแข่งขันมาราธอนยกมาตรฐานให้สูงขึ้น ให้มีนักกีฬาระดับโลกเข้ามามากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศมากขึ้นในอนาคต