ไม่ว่าคุณจะวิ่งเร็วขนาดไหน ถ้าตามองไม่เห็น โอกาสจะวิ่งเข้าเส้นชัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงต้องใช้ตาที่มองเห็นของอีกคน และความรู้ใจกัน นำทางสู่เส้นชัย เหมือนกับว่าอีกคนหนึ่งเป็นขาและอีกคนหนึ่งเป็นตานั่นเอง
ในการแข่งขันกรีฑาของกีฬาคนพิการ ในรายการที่ความผิดปกติของการมองเห็น นักวิ่งจะต้องมีผู้นำทาง หรือ “ไกด์รันเนอร์” วิ่งคู่กันไปด้วย เพื่อให้วิ่งได้ตามลู่ของตัวเอง แต่การจะวิ่งให้เข้าขากันนั้น ต้องใช้ความเข้าใจเป็นตัวนำด้วย

“รุต” พีระพล หวาดบก นักวิ่งคนพิการทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองวิ่ง 100 เมตรชาย ที 11 และเหรียญเงิน วิ่ง 200 เมตรชาย ที 11 กีฬาเอเชี่ยนพาราเกมส์ 2018 ที่ตาบอดสนิททั้งสองข้าง วิ่งเข้าเส้นชัยคนแรก พร้อมกับ “นัท” ณัฐพงษ์ โพธิ์ทอง ไกด์รันเนอร์คู่ใจ ช่วยให้เพลงชาติไทยดังกระหึ่มในเมนสเตเดียม เกโลร่า บังการ์โน่
จังหวะเข้าเส้นชัย ฝ่ายผู้นำทางที่เห็นชัดเต็มตาว่าทั้งคู่เข้าเส้นชัยเป็นคู่แรก ฉลองสุดเหวี่ยง ขณะที่พีระพลเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองได้เหรียญทอง
“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวิ่งเข้าขากัน เพราะต้องใช้เวลานานกว่าจะคุ้นเคย และต้องเข้าใจกันมากกว่าเรื่องของการวิ่ง” นัทเริ่มบอกถึงเทคนิคความสำเร็จในครั้งนี้
นัทกับรุตเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุโขทัย จากการที่เห็นว่าเพื่อนมองไม่เห็น ก็เลยเข้าไปทักทาย จนสนิทสนมกันมาเรื่อยๆ
รุตเป็นนักวิ่งที่ประสบความสำเร็จมากในวงการกีฬาคนพิการมาตั้งแต่เด็ก เริ่มเล่นมาตั้งแต่เรียนอยู่ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ ได้แชมป์กีฬาคนพิการรายการต่างๆ มาเรื่อยๆ จนถูกเรียกติดทีมชาติเมื่อปีที่แล้ว และมาประสบความสำเร็จคว้าเหรียญทองในกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย พร้อมกับนัทเพื่อนซี้
“ผมตาบอดสนิทตั้งแต่ 11 ขวบ เพราะเกิดมาตัวเล็ก แม่เลยเอามะเกลือมาบดให้กิน เพราะจะถ่ายพยาธิ เพื่อให้ร่างกายดีขึ้น แต่โชคร้ายที่ผมแพ้สารในมะเกลือ ทำให้ชัก แล้วตื่นมาก็มองไม่เห็นอีกเลย” นักวิ่งเหรียญทองทีมชาติไทยเล่า
ส่วนนัทเองก็เป็นนักวิ่งระยะสั้นอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ลงแข่งขันรายการระดับประเทศ อย่างไรก็ตามเพิ่งคว้าเหรียญทองวิ่ง 100 เมตรชาย ในกีฬาของสถาบันการพลศึกษามาหมาดๆ ถือว่าคู่นี้มีดีกรีพอฟัดพอเหวี่ยงในสนามแข่งขัน
ด้วยความที่เรียนในสถาบันการพลศึกษา ทำให้ทั้งคู่เริ่มชวนกันวิ่ง ปรับจูนจังหวะเข้าหากัน ใช้ความสนิทสนมในความเป็นเพื่อนนำทาง จนกลายเป็นคู่ซี้ทั้งในลู่วิ่งและลู่ชีวิตกันมาตลอดตั้งแต่เริ่มรู้จักกัน
“ทุกวันนี้ก็ถือว่าสนิทกันมากคุยกันได้เกือบทุกเรื่อง อาจจะไม่ถึงขั้นขาดกันไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเพื่อนเป็นคนสำคัญของเรา คอยดูแลเรื่องต่างๆ ให้ และคอยนำทางเราในการซ้อม แข่งขัน” รุตเล่าถึงไกด์รันเนอร์ของตัวเอง
ขณะที่นัทเองบอกว่า กิจวัตรในแต่ละวันหลังจากตื่นนอน ทำธุระส่วนตัวของแต่ละคนเรียบร้อยแล้ว ก็พากันไปเรียน ไปซ้อม เล่นเวท ซึ่งการวิ่งในช่วงแรกๆ ก็ต้องคอยดูเรื่องการวางเท้า เรื่องเวทเทรนนิ่ง อาหารการกิน
“การจะเป็นไกด์รันเนอร์ ผมว่าต้องใจเย็น และเข้าใจคนที่เราวิ่งด้วยทั้งเรื่องอารมณ์ นิสัย และร่างกาย เพราะมันไม่ใช่แค่การวิ่งด้วยกันในสนามที่เข้ากันได้ ต้องเข้าใจกันมากกว่านั้น ต้องคิดถึงอีกคนที่อยู่ข้างๆ กัน จะคิดถึงแต่ตัวเองไม่ได้ จริงๆ แล้วคนพิการจะมีอารมณ์น้อยใจอยู่บ้าง เรื่องนี้ก็ต้องทำความเข้าใจให้มากๆ” นัทเล่า
นัทกับรุตต้องใช้เวลาในการปรับตัวในการวิ่งกว่า 3 เดือน กว่าจะเข้าที่เข้าทาง ทำให้นักวิ่งกับไกด์รันเนอร์ส่วนใหญ่จะจับคู่กันไปตลอด และไกด์รันเนอร์ 1 คน จะวิ่งกับนักวิ่งตาบอดคนเดียวเท่านั้น เนื่องจากนักวิ่งแต่ละคนมีสเต็ปไม่เหมือนกัน ทำให้อาจจะเกิดความสับสนได้

ถามไกด์รันเนอร์ชาวพิจิตรว่า นาทีที่วิ่งอยู่ในสนาม คิดว่าตัวเองเป็นเพียงผู้นำทางหรือเป็นหนึ่งในนักกีฬาทีมชาติไทยด้วย นัทตอบว่า เมื่ออยู่ตรงนั้น ก็รู้สึกว่าเราเป็นคนที่ทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ต่างกับนักกีฬาที่ลงสนาม เป็นความภาคภูมิใจเหมือนกัน เพราะขาและแขนที่พุ่งออกไปในลู่วิ่ง ต้องเป็นเหมือนคนๆ เดียวกัน ไม่มีใครขาดใครได้
ทั้งคู่กอดคอกันประสบความสำเร็จในเวทีระดับเอเชียแล้ว งานใหญ่กว่าที่รออยู่ คือ พาราลิมปิกเกมส์ หรือโอลิมปิกเกมส์ของคนพิการ นัทกับรุตยอมรับว่าเป็นอีกฝันที่อยากฝ่าฟันไปให้ถึง แต่ก็ต้องใช้ความพยายามอีกมาก
“ผมว่า มาถึงตรงนี้แล้ว เราก็ต้องไปให้สุด ต้องซ้อมกันให้เข้มข้นกว่านี้ โอกาสที่จะได้ไปแข่งก็น่าจะมี แต่ก็ต้องทำงานกันอย่างหนัก” ไกด์รันเนอร์ตอบขณะที่ยืนอยู่ข้างๆ กับนักวิ่งฮีโร่
ด้วยวัย 23 ปีทั้งคู่ และกำลังจะสำเร็จการศึกษาแล้ว นอกจากการวิ่งย่อมต้องมีความฝัน รุตบอกว่าอยากเอาเงินรางวัลที่ได้จากการแข่งขันไปทำธุรกิจร้านนวด เป็นการต่อยอดเงินเพื่อให้มีมากขึ้นในอนาคต
“ตอนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิต เพราะตามองไม่เห็นแล้ว รู้สึกน้อยใจว่าทำไมชีวิตต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ จนเป็นคนเก็บตัว จิตตก เพราะสังคมยังไม่เข้าใจคนพิการ ไม่ยอมรับ และไม่ให้โอกาสเท่าที่ควร”
ขณะที่ไกด์รันเนอร์ยังไม่ได้ฝันอะไรไปไกล เพียงแค่อยากจะร่วมประสบความสำเร็จกับเพื่อนซี้ไปเรื่อยๆ เพราะเส้นทางในการสู้เพื่อชาติยังมีอีกยาวไกล
นี่คือความผูกพันของดวงตา สองขา และมิตรภาพที่แยกกันไม่ออก

