สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รายงานเมื่อวันที่ 26 เมษายน เรื่องความคืบหน้าคดีทุจริตของข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ/พนักงานส่วนท้องถิ่น ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด โดยรอบเดือนเมษายน สำนักงาน ป.ป.ช.ได้รายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบว่าได้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อลงโทษทางวินัย หรือไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาแล้วรวม 14 คดี โดยเป็นคดีในส่วนกลาง 5 คดี ต่างจังหวัด 9 คดีดังนี้
โดยรายการคดีที่สำคัญในส่วนการร้องเรียนกล่าวหามีชื่อของ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก ผู้บังคับการกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง “เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ” และพล.ต.ท.ชอบ เขียวจันทร์ สารวัตรงาน 3 กองกำกับการ 2 กองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฐานละเว้นไม่ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อรู้ว่าการประมาณราคาค่าซ่อมแซมระบบน้ำประปาผิดพลาด กลับเรียกรับเงินจากผู้ว่าจ้างซ่อมแซม โดยให้ทำเป็นเรื่องบริจาคเงินให้กองทุนสวัสดิการ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า พล.ต.ท.พิสัณห์ และพ.ต.ท.ชอบ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามมาตรา 148(1) และ 157(2) แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ทั้งนี้กรณีของ พล.ต.ท.พิสัณห์ เข้าข่ายมาตรา 148 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 40,000 บาท หรือประหารชีวิต
ด้าน พล.ต.ท.พิสัณห์ เปิดเผยว่า ที่มาของเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2548 ซึ่งตนจับทุจริตข้าราชการตำรวจ ในเรื่องประเมินราคาซ่อมแซมระบบประปาเกินจริง พร้อมส่งเรื่องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปดำเนินการ ซึ่งผู้ที่ถูกจับ ก็โดนตัดสินว่าผิด จากนั้นบุคคลดังกล่าวได้เดินแผน ติดต่อหน้าห้องของตน พร้อมทั้งจัดให้มีการมอบเงิน พร้อมถ่ายรูปไว้ แล้วนำไปร้องต่อ ป.ป.ช. ตอนนั้นเมื่อ ป.ป.ช. มาสอบก็พบว่าไม่มีมูล และหน้าห้องของตน ก็ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนเอง กระทั่งเมื่อปี 2556 ได้มีผู้ทำบัตรสนเท่ห์ร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช.อีกครั้ง และ ป.ป.ช.ได้นำมาสอบสวนใหม่ นำผู้ที่เคยถูกตัดสินว่ามีความผิด มาเป็นพยาน ส่วนตนพยายามขอไปชี้แจง แต่ไม่ได้รับโอกาส ดังนั้นจะร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อไป ยืนยันว่าตนไม่มีความผิด และไม่เคยพบผู้ร้องเรียนมาก่อน

