ทัพนักเตะ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ลงฟาดแข้งทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน รายการ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018” รอบแรก กลุ่มบี นัดที่สอง พบกับ “การูด้า” อินโดนีเซีย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน
สำหรับผลงานนัดแรกที่ผ่านมา ทีมชาติไทย ประเดิมสนามยอดเยี่ยมด้วยการ ถล่มชนะ ติมอร์ เลสเต 7-0 คว้า 3 แต้มแรก ขณะที่ อินโดนีเซีย ลงเตะไปแล้ว 2 นัด บุกแพ้ สิงคโปร์ 0-1 และเปิดบ้านชนะ ติมอร์ เลสเต 3-1 มี 3 แต้มเช่นกัน
สถิติการพบกันที่ฟีฟ่าบันทึกเคยเจอกัน 66 ครั้ง ปรากฏว่า ไทย ชนะ 31, เสมอ 18 และอินโดนีเซีย ชนะ 17 ครั้ง โดยศึกชิงแชมป์อาเซียน เมื่อ 2 ปีก่อน เจอกัน 3 ครั้ง รอบแรก ไทย ชนะ 4-2, รอบชิงชนะเลิศ นัดแรก อินโดนีเซีย ชนะ 2-1 ก่อนไทยเอาคืนที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ชนะ 2-0 คว้าแชมป์ไปครองสำเร็จ
เกมนี้ “โค้ชมิโล่” มิโลวาน ราเยวัช กุนซือทีมชาติไทยชาวเซิร์บ จัดทัพ 11 ผู้เล่นตัวจริงในระบบ 4-3-3 ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน, กองหลัง เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว (กัปตันทีม), พรรษา เหมวิบูลย์, แบ๊กซ้าย กรกช วิริยอุดมศิริ, แบ๊กขวา ฟิลิป โรลเลอร์
กองกลางนำโดย ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, สรรวัชญ์ เดชมิตร, ริมเส้นซ้าย-ขวา นูรูล ศรียานเก็ม, มงคล ทศไกร โดยมี “กอล์ฟ” อดิศักดิ์ ไกรษร ที่นัดแรกทะลวงตาข่าย 6 ลูก ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า
ขณะที่ บีม่า ซัคตี้ กุนซืออินโดนีเซียจัดทัพผู้เล่น 11 ตัวจริง ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู เอวาน เซโท ราฮาร์โจ, กองหลัง 3 คน ปูตู เยเด้ ยูนี่ อันตาร่า, ฟาชรุดดิน วาห์ยูดี้ อาร์ยานโต้, ฮานซามู ยาม่า ปรานาต้า (กัปตันทีม)
กองกลาง 5 คน นำโดย สเตฟาโน่ ลิลิพาลี่, อัลฟัช ฟาเทียร์, ซูลฟิอันดี้, อีวาน ดิมาส ดาร์โมโน่, อันดิค เวอร์ท่นซาห์, ริโค่ ซิมานยันตัค โดยมี อัลเบอร์โต้ กอนซาเวส ดา คอสต้า กองหน้าจอมเก๋าวัย 37 ปี ยืนเป็นตัวเป้าล่าตาข่าย



เกมครึ่งแรกทีมไทยพยายามเปิดเกมบุก แต่ไม่สามารถเจาะเกมรับที่เหนียวแน่นของอินโดนีเซีย ขณะที่ทีมเยือนอาศัยจังหวะบุกโต้จนพังประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากจังหวะเตะมุม ซูลฟิอันดี้ ตะบันนอกกรอบเต็มข้อบอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปตุงตาข่าย


แต่จากนั้นแข้งไทยพยายามพับสนามโหมบุกแหลกจนได้ประตูตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 37 จากจังหวะเตะมุมทางฝั่งขวา กรกช วิริยอุดมศิริ บรรจงวางเท้าซ้ายปั่นบอลโค้งหมุดเข้ากรอบประตูไปอย่างสวยงาม


ช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก ทีมไทยได้ลูกฟรีคิกทางฝั่งขวา กรกช วิริยอุดมศิริ เปิดบอลยัดเข้าไปในเขตโทษ ผู้เล่นอินโดนีเซียสกัดบอลไม่ขาดไปเข้าทาง พรรษา เหมวิบูลย์ เติมเกมรุกขึ้นมาซัดเข้าไปไม่เหลือซากให้ทีมไทยแซงนำ 2-1 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

เกมครึ่งหลัง ราเยวัชปรับทัพด้วยการส่ง ปกเกล้า อนันต์ ลงมาเล่นแทน มงคล ทศไกร เกมเป็นแข้งการูดาพยายามสร้างโอกาสเข้าทำ แต่ยังไม่สามารถาหาจังหวะจบสกอร์ในพื้นที่อันตรายได้
นาทีที่ 65 ช้างศึกขยับสกอร์หนีห่างเป็น 3-1 จากจังหวะที่ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จ่ายบอลทะลุช่องให้ อดิศักดิ์ ไกรษร พลิกบอลม้วนหลุดเข้ากรอบเขตโทษก่อนซัดเต็มข้อเข้าไปเป็นประตูที่ 7 ของตัวเองในทัวร์นาเมนต์นี้ พร้อมรั้งตำแหน่างดาวซัลโว

นาทีที่ 65 ทีมไทยส่ง ศุภชัย ใจเด็ด ลงมาเล่นแทน นูรูล ศรียานเก็ม จากนั้นนาทีที่ 75 ทีมไทยได้ประตูที่ 4 สรรวัชญ์ เดชมิตร แทงบอลทะลุช่องให้ ปกเกล้า อนันต์ หลุดเข้าไปซัดบอลข้ามหัวนายด่านอิเหนาเข้าไปปลุกเสียงเชียร์แฟนบอลกว่า 37,570 คนดังกระหึ่มกึกก้องทั่วสนาม


นาทีที่ 88 อินโดนีเซียไล่มา 2-4 จาก ฟาชรุดดิน วาห์ยูดี้ อาร์ยานโต้ ขึ้นโขกบอลจากจังหวะเตะมุมเข้าไป จบเกม ทีมชาติไทย แซงเอาชนะ อินโดนีเซีย 4-2 คว้าชัย 2 นัดรวด เก็บ 6 แต้มเต็ม ประตูได้เสีย +9 รั้งตำแหน่งจ่าฝูงของกลุ่มบี ส่วน อินโดนีเซีย ลงเตะไปแล้ว 3 นัด ชนะ 1 แพ้ 2 มีเพียง 3 แต้ม
สำหรับโปรแกรมนัดต่อไป ทีมชาติไทย จะบุกไปเยือน ฟิลิปปินส์ ที่ปานาอัด สเตเดียม ประเทศฟิลิปปินส์ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 เวลา 18.30 น. และนัดสุดท้ายกลับมาเปิดสนามราชมังคลากีฬาสถาน พบ สิงคโปร์ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 เวลา 19.00 น. ส่วน อินโดนีเซีย มีโปรแกรมเตะนัดสุดท้ายเปิดบ้านพบ ฟิลิปปินส์ วันที่ 25 พฤศจิกายน เวลา 19.00 น.

