จากกรณีที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ บอกเลิกสัญญากับ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559 หลังจากพิจารณาเห็นว่าสัญญาไม่เป็นธรรมกับสมาคม เพราะตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นกำหนดระยะเวลา 5 ปี โดยสัญญานั้นกำหนดค่าตอบแทนสิทธิประโยชน์ให้กับสมาคมฯ ร้อยละ 5 จากรายได้สิทธิประโยชน์ทั้งหมด และทางบริษัท สยามสปอร์ต มิได้จ่ายเงินค่าตอบแทนสิทธิประโยชน์ต่อสมาคมฯ คือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญา
ทำให้ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด ( มหาชน ) ได้ยื่นฟ้อง สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และสภากรรมการของสมาคมฯ เป็นคดีแพ่งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หมายเลขคดีดำที่ ทป79/2560 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ในข้อหาหรือฐานความผิด ฐานผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย จำนวน 1,400 ล้านบาทเศษ
อีกกรณีคือเมื่อ สยามสปอร์ต ฟ้องต่อศาลนั้น กลับนำสัญญาแต่งตั้งผู้บริหารสิทธิประโยชน์ ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งมีอัตราค่าตอบแทนร้อยละ 50 มาฟ้องสมาคม และเรียกค่าเสียหาย 1,400 ล้านบาท จะเห็นว่าสัญญามี 2 สัญญา สัญญาหนึ่ง สยามสปอร์ต จะต้องจ่าย 5 เปอร์เซ็นต์ แต่อีกสัญญาจ่าย 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ตั้งแต่ปี 2556 ไม่มีหลักฐานทางบัญชีปรากฏ หรือไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏว่า สยามสปอร์ต ซินดิเคท ได้มอบเงินค่าลิขสิทธิที่เป็นเงื่อนไขตามสัญญาให้สมาคมฯ จึงเป็นเหตุที่สมาคมฯ บอกเลิกสัญญาดังกล่าว
ล่าสุด สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปภัมถ์ ยื่นฟ้อง บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นคดี แพ่ง คดีหมายเลขดำที่ ทป.179/2561 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 ในข้อหาหรือฐานความผิด สัญญาสิทธิประโยชน์, ลิขสิทธิ์, ติดตามเอาทรัพย์สินคืน จำนวนทุนทรัพย์ 1,139,035,781.70 บาท โดยศาลนัดชี้สองสถาน วันที่ 1 เมษายน 2562


