‘เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์’ ความสำเร็จที่(อาจ)มาไวกว่าเลสเตอร์

เลสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นทีมที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นสมัยแรกของสโมสร เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แบบหักปากกาเซียน และน้อยคนบนโลกนี้จะคาดคิดว่าเลสเตอร์จะทำได้

ในมุมมองของคนทั่วโลกการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ถูกมองไปที่ประเด็นการเป็นทีม ม้ามืดที่สร้างเทพนิยายในวงการฟุตบอลได้ รวมทั้งประเด็นความเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ที่ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์นำเข้ามาสร้างพลังในรูปแบบใหม่ๆ จนทีมคว้าแชมป์ แต่ในมุมมองของคนไทยเอง การที่คนไทยเป็นเจ้าของทีมกีฬาระดับโลกและประสบความสำเร็จในระดับนี้ถือเป็น เรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

สำหรับเลสเตอร์มีคนพูดถึงอย่างกว้างขวางและทะลุปรุโปร่งไปตั้งแต่ในช่วงที่คั่วแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้ว แต่ยังมีอีกหนึ่งทีมที่มีเจ้าของเป็นชาวไทยที่กำลังไล่ล่าความสำเร็จอยู่ เช่นกัน นั่นคือ “นกเค้าแมว” เชเฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ทีมในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ของอังกฤษ หรือลีกรองจากพรีเมียร์ลีก ที่ทำอันดับได้สิทธิในการเตะเพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดในฤดูกาลหน้า

2

(เดชพล จันศิริ)

เดชพล จันศิริ นักธุรกิจชาวไทยทายาท “เจ้าสัวทียูเอฟ” ไกรสร จันศิริ ได้เข้าไปเทกโอเวอร์เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ในช่วงต้นปี 2015 จาก มิลาน มันดาริช (มันดาริชนี่เองที่เป็นผู้ขายเลสเตอร์ให้กับวิชัย ศรีวัฒนประภา) ซึ่งในช่วงนั้นพวกเขาเล่นในอยู่ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ หลังจากตกชั้นไปตั้งแต่ปี 2000 หรือ 16 ปีที่แล้ว และวนเวียนตกชั้นไปเล่นลีกวัน หรือดิวิชั่น 3 อยู่บ้างในบางปี

หลังจากเดชพลเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรด้วยการทุ่มเงิน 37.5 ล้านปอนด์ หรือเกือบ 1,900 ล้านบาท ซื้อทีมมา เขาประกาศว่าจะพาทีมนกเค้าแมวกลับขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกให้ได้ภายในปี 2017 เพื่อฉลองการก่อตั้งสโมสรครบ 150 ปี และตอนนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปีที่เว้นส์เดย์มีโอกาสใกล้เคียงกับการเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดมากที่สุด

ว่ากันว่าเลสเตอร์ ซิตี้และเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ มีความเหมือนกันตรงที่ฐานแฟนบอลจำนวนมากและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เพราะเป็นทีมเก่าแก่ของอังกฤษเหมือนกัน รวมทั้งมีเจ้าของทีมเป็นมหาเศรษฐีชาวไทยเหมือนกัน นี่คือเหตุผลที่สื่อฝรั่งยกเครดิตให้ทีมนกเค้าแมวมีโอกาสจะเดินตามรอยทีมจิ้งจอกสยามได้ในแง่ของการยกระดับตัวเองขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก

เดชพลเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมด้วยการทุ่มทุนปรับปรุงพื้นสนาม จนทำให้ทีมมีผลงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ชนะในบ้านได้ 13 นัดในฤดูกาลนี้จากการลงเล่นในบ้าน 23 นัด เทียบกับฤดูกาลที่แล้วที่ชนะได้เพียง 5 นัดเท่านั้น รวมทั้งเปลี่ยนโลโก้สโมสรกลับมาใช้โลโก้เดิมในทศวรรษ 50 ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเล็กๆ ที่หลายคนนึกไม่ถึง แต่กลับสร้างการยอมรับให้กับแฟนบอล ในเมืองเชฟฟิลด์ที่ถือเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของอังกฤษ แต่กลับไม่มีทีมฟุตบอลจากเมืองนี้อยู่ในพรีเมียร์ลีกเลย

 

carlos-carvalhal-football-sheffield-wednesday_3374999

(คาร์ลอส คาร์วาลญัล)

การเปลี่ยนแปลงที่สร้างความแตกต่างให้เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ คือ การที่เจ้าของสโมสรคนใหม่เปลี่ยนกุนซือจาก สจ๊วต เกรย์ มาเป็น คาร์ลอส คาร์วาลญัล โค้ชชาวโปรตุกีส เพื่อนของ โจเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุเกส ในช่วงแรกเกิดข้อกังขาว่าทำไมถึงเลือกกุนซือที่ไม่มีประสบการณ์ในลีกนี้มาทำทีม แต่คาร์วาลญัลกลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนพาทีมผงาดมาอยู่ในโซนเพลย์ออฟได้

เลสเตอร์ถูกเทกโอเวอร์ด้วยเศรษฐีชาวไทยในปี 2010 ซึ่งเป็นช่วงที่เล่นอยู่ในลีกแชมเปี้ยนชิพเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นข่าวฮือฮาแต่ก็ไม่ได้มีใครคาดคิดด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะเลื่อนชั้น ได้ในไม่กี่ปีข้างหน้า แต่หลังจากนั้น 4 ปี เลสเตอร์ผงาดคว้าแชมป์ลีกรองเลื่อนชั้นขึ้นมาอย่างน่าปรบมือให้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ เลื่อนชั้นได้ในปีนี้ ประธานเดชพลใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ เท่านั้นในการพาทีมเลื่อนชั้น ถือว่าไวกว่าเลสเตอร์มากทีเดียว

การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของเลสเตอร์ถือเป็นต้นแบบสำคัญที่เว้นส์เดย์รวมทั้งเรดดิ้ง ที่มี คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ เป็นประธาน ควรเลียนแบบ เพราะเลสเตอร์ไม่ใช่ทีมที่ทุ่มเงินมหาศาลในการซื้อนักเตะ แต่ใช้บุคคลที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับทีม รู้ประวัติศาสตร์ของทีม เลสเตอร์ใช้ จอน รัดกิ้น อดีตนักเตะเยาวชนของเลสเตอร์ที่ผันตัวมาเป็นโค้ชและทำงานกับทีมอย่างยาวนาน เป็นคนเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสโมสรกับเจ้าของใหม่ ซึ่งตอนนี้รัดกิ้นได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสโมสร อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการที่นักธุรกิจวิชัย ศรีวัฒนประภา ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการทำธุรกิจอย่างสูง ทำให้กึ๋นของเขาสร้างประโยชน์ให้กับการบริหารทีม ไม่ต่างจาก โรมัน อับราโมวิช มหาเศรษฐีรัสเซียเจ้าของเชลซีก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่เข้ามาซื้อ ทีมแรกๆ เดชพลก็ถือเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่อยู่ในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ในด้านธุรกิจไม่น้อย จากชื่อเสียงของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) ที่เป็นหนึ่งในทายาทบริษัทส่งออกอาหารทะเลบริษัทนี้

 

maxresdefault

เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ซึ่งจบอันดับ 6 ในตารางเดอะ แชมเปี้ยนชิพจะต้องลงเตะรอบเพลย์ออฟพบกับ ไบรท์ตัน โฮฟ อัลเบี้ยน ทีมอันดับ 3 ในตาราง ในรอบแรกแบบเหย้าเยือน หมายถึงว่า 3 นัดหลังจากนี้ (เพลย์ออฟรอบแรกเหย้า-เยือน และรอบชิงชนะเลิศ) พวกเขาจะต้องทำผลงานให้ดีที่สุด เพื่อจะได้เป็นทีมของคนไทยทีมที่สองที่อยู่ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

จากการที่เดอะ แชมเปี้ยนชิพนำเอาทีมอันดับ 3-6 ในตารางมาเพลย์ออฟนั้น สถิติ 20 ปีหลังระบุว่า ทีมที่จบอันดับ 3 สามารถคว้าแชมป์เพลย์ออฟเลื่อนชั้นไปพรีเมียร์ลีกได้ถึง 8 ครั้ง อันดับ 4 ได้เลื่อนชั้นเพียง 2 ทีม อันดับ 5 เลื่อนชั้นถึง 7 ครั้ง และอันดับ 6 อย่างเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ทำได้ 4 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทีมนกเค้าแมวจะได้เลื่อนชั้นหรือไม่ การมาไกลกว่าที่เคยเป็นใน 16 ปีที่ร่วงจากลีกสูงสุดมา ก็ถือเป็นความสำเร็จอย่างมากของทีมและผู้บริหารชาวไทยแล้ว อีกอย่างเป้าหมายการเลื่อนชั้นของเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ยังมีเวลาอีก 1 ฤดูกาลให้ลุ้น เพราะเดชพลบอกไว้ว่าทีมจะเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกให้ได้ภายในปี 2017

แต่ถ้าฤดูกาลหน้าจะได้เห็นนกเค้าแมวสยามฟัดกับจิ้งจอกสยามในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็น่าจะเป็นเรื่องตื่นเต้นไม่น้อยทีเดียว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กบี้’ ย้ำจนท.กระทรวงแรงงานเร่งรัดนายจ้างนำต่างด้าวไปจดทะเบียน
บทความถัดไป“ประยุทธ์”เตรียมหารือนายกฯรัสเซีย พร้อมเสนอแนวทางศก.พอเพียงบนเวทีประชุม