หน้าแรก กีฬา กางกฎกติกา &#...

กางกฎกติกา “ลูกยางไทย” พ่าย”กรรมการ”

20.05.16 | 12:27 น.

กลายเป็นประเด็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ที่ร้อนฉ่าตามเว็บบอร์ดกีฬาและโลกโซเชียลของไทย ไม่เว้นแม้แต่ในต่างประเทศ สำหรับการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงรอบคัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทีมสาวไทยพ่ายให้เจ้าภาพไป 2-3 เซต 25-20, 23-25, 25-23, 23-25, 13-15

โดยเกิดประเด็นอื้อฉาวในเซตสุดท้ายซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม เมื่อผู้ตัดสิน หลุยส์ เกราร์โด้ มาเซียส ชาวเม็กซิกัน แจก 2 ใบแดงให้ไทย โดยเฉพาะช่วงสำคัญซึ่งเป็นแต้มแมตช์พอยต์ของเกม

คล้อยหลังจากการแข่งขันนัดดังกล่าว แฟนวอลเลย์บอลทั่วโลกต่างตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของกรรมการ และความเหมาะสมของการแจกแต้มให้ญี่ปุ่นในช่วงเวลาสำคัญ ขณะที่แฟนลูกยางชาวไทยยิ่งจำฝังใจมากกว่าเก่าเพราะเคยมี “คดีเก่า” ค้างคากันมาตั้งแต่รอบคัดเลือกโอลิมปิกเกมส์หนที่แล้วเมื่อปี 2012

หากยังจำกันได้ ย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน สาวไทยลงแข่งขันรอบคัดเลือกและเล่นจบครบ 7 นัด มีสถิติชนะ 4 แพ้ 3 รวม 12 คะแนน เหลือลุ้นแค่ผลคู่ระหว่างญี่ปุ่นกับ

เซอร์เบีย โดยผลคู่นี้ออกอะไรก็ได้ยกเว้นญี่ปุ่นแพ้เซอร์เบีย 2-3 เซต แล้วสาวไทยจะสร้างประวัติศาสตร์เข้าไปเล่นโอลิมปิกเกมส์ได้เป็นครั้งแรกทันที

Advertisement

แต่แล้วบทสรุปที่ออกมากลับเป็นเงื่อนไขเดียวที่ไม่มีใครอยากเห็น ญี่ปุ่นแพ้เซอร์เบีย 2-3 เซต ทั้งที่ถ้าวัดกันตามฟอร์ม ญี่ปุ่นน่าจะเอาชนะไปได้ 3-0 หรือ 3-1 เซตด้วยซ้ำ กลายเป็นว่าทั้ง 2 ทีมกอดคอกันเข้ารอบ ปล่อยให้ไทยจบอันดับ 5 ของทัวร์นาเมนต์ ต้องกลับบ้านด้วยน้ำตานองหน้า พร้อมๆ กับคำถามที่ไม่มีคำตอบว่า 2 ชาตินี้รู้เห็นเป็นใจกันหรือไม่?

มาคราวนี้ หลังจากฝุ่นที่ตลบอบอวล

เริ่มจางลง ลองมาลำดับเหตุการณ์และที่มาที่ไปของกรณีปัญหา กับคู่กรณีคู่เดิมกันอีกครั้ง…

– ช่วงปลายเซตที่ 4 ขณะไทยตาม 23-24 คะแนน “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าโค้ชทีมชาติไทย ส่ง ทัดดาว นึกแจ้ง ลงไปแทน ยุพา สนิทกลาง

ตามแทคติค เนื่องจากยุพาเป็นผู้เล่นเกมรับซึ่งวนมาอยู่แดนหน้า แต่กรรมการไม่ให้เปลี่ยนตัวโดยอ้างว่าทีมไทยไม่ได้แจ้งขอเปลี่ยนตัวผ่านการกดแท็บเล็ต (ตามระบบใหม่ที่นำมาใช้ในรายการนี้) สุดท้ายทีมไทยเสียแต้มดังกล่าวจนแพ้ไป- เซตที่ 5 แต้มที่ไทยนำ 5-3 โค้ชอ๊อตขอชาลเลนจ์ลูกตบของสาวไทยที่ตบออกว่าทัชมือผู้เล่นญี่ปุ่นหรือไม่ ปรากฏว่าภาพช้ายืนยันว่าไม่โดนมือ ไทยจึงเสียสิทธิชาลเลนจ์ 1 ครั้ง

– แต้มที่ไทยนำ 10-5 โค้ชอ๊อตขอชาลเลนจ์

ลูกตบออกว่าทัชตัวบล็อกหรือไม่อีกครั้ง เมื่อชาลเลนจ์ไม่เป็นผล ไทยจึงเสียสิทธิครั้งที่ 2 (ตามกติกาทีมหนึ่งๆ จะมีสิทธิชาลเลนจ์ได้ 2 ครั้ง หากชาลเลนจ์สำเร็จ สิทธินั้นจะยังอยู่ ถ้าไม่สำเร็จจะเสียสิทธิดังกล่าว)

– แต้มที่ไทยนำ 12-8 โค้ชอ๊อตขอชาลเลนจ์

กรณี ฮารุกะ มิยาชิตะ มือเซตของญี่ปุ่น

รับลูกแล้วเสียหลักศีรษะกับมือถลำข้าม

แดนมา แต่กรรมการไม่ให้ชาลเลนจ์ เกิดการโต้เถียงกันเกิดขึ้น กรรมการชูใบเหลืองให้ไทย โค้ชอ๊อตจึงขอเวลานอกเพื่อเปลี่ยนแทคติค

เมื่อกลับลงสนามอีกครั้งกรรมการเรียก

“หน่อง” ปลื้มจิตร์ ถินขาว กัปตันทีมชาติไทย เข้าไปแจ้งว่าฝั่งไทยถ่วงเวลา จึงแจกใบแดง

ให้ไทย เพิ่มแต้มให้ญี่ปุ่นตามมาเป็น 9-12

– แต้มที่ไทยตกเป็นรอง 12-13 โค้ชอ๊อตส่ง “พู่” พรพรรณ เกิดปราชญ์ มือเซตสำรองที่เล่นได้โดดเด่นในเกมนี้ ลงไปแทน “นุศ”

นุศรา ต้อมคำ แต่กรรมการไม่ให้เปลี่ยนตัวโดยอ้างว่าฝั่งสต๊าฟโค้ชไทยไม่ได้กดแท็บเล็ตแจ้งขอเปลี่ยนตัวอีกครั้ง และมองว่าเป็นการถ่วงเวลา จึงโดนใบแดงที่ 2 เป็นแต้มให้ญี่ปุ่นได้แมตช์พอยต์ ก่อนจะเอาชนะไปในที่สุด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องมองแยกเป็น 2 ประเด็น

ประเด็นแรกคือเรื่องของกติกาการแข่งขัน ซึ่ง “ครูตุ้ม” ทรงศักดิ์ เจริญผล ประธาน

ผู้ตัดสินสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ไม่ได้ชมการแข่งขันนัดนี้สดๆ แต่ตามกติกานั้น แต่ละทีมจะมีสิทธิชาลเลนจ์เซตละ 2 ครั้ง หากชาลเลนจ์ผิดก็จะเสียสิทธิ ถ้าหมดสิทธิแล้วแต่ยังขอชาลเลนจ์เป็นครั้งที่ 3 กรรมการจะมองว่าเป็นการถ่วงเวลาและตักเตือนทันที และถ้ามีการกระทำที่เข้าข่ายถ่วงเวลาอีกก็จะแจกใบแดงต่อได้ทันที

ส่วนกรณีการล้ำเส้นของมิยาชิตะนั้น

ตามกติกาของเอฟไอวีบีข้อ 11.2.2.2 ระบุว่า

ผู้เล่นจะไม่ถือว่าฟาวล์หากส่วนใดส่วนหนึ่ง

ของร่างกายเหนือเท้าขึ้นไปข้ามเส้นกลางสนามแต่ไม่รบกวนการเล่นของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจังหวะที่มิยาชิตะล้มแล้วลุกขึ้นทันที จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ตัดสินว่ารบกวนการเล่นฝั่งไทยหรือไม่

เมื่อมองคร่าวๆ จากกฎกติกาข้างต้น จึงเป็นดังที่ “อ.ติ๋ม” ชาญฤทธิ์ วงศ์ประเสริฐ ประธานอำนวยการสมาคมกีฬาวอลเลย์บอล และคณะกรรมการบริหาร สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (เอฟไอวีบี) แสดงทรรศนะว่า “จริงๆ ผู้ตัดสินก็ทำถูกต้องตามกติกาทุกอย่าง เพียงแต่ว่าเขาขาดวิจารณญาณในการตัดสิน โดยเฉพาะช่วงท้ายเซต 5 ซึ่งจริงๆ แล้วต้องทำให้ดีกว่านี้ เพราะแต้มดังกล่าวจะมีผลต่อการแข่งขัน”

อ.ชาญฤทธิ์ยังหยิบยกอีกประเด็นที่สต๊าฟโค้ชและนักกีฬาของไทยและอีกหลายชาติบ่นมาตั้งแต่เริ่มแข่งขันคือการนำ อี-ซิสเต็ม ผ่านอุปกรณ์ “แท็บเล็ต” มาใช้ประกอบการแข่งขันเป็นครั้งแรก แต่กลับมีปัญหาปฏิบัติงานได้ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร

สำหรับแท็บเล็ตดังกล่าวจะมีปุ่มให้กด

3 ปุ่ม คือ เปลี่ยนตัว, ขอเวลานอก และชาลเลนจ์ การเปลี่ยนตัวและขอเวลานอกต้องทำล่วงหน้า ส่วนการขอชาลเลนจ์ต้องทำภายในเวลาที่กำหนด คือภายใน 5 วินาทีหลังจากจังหวะการแรลลี่ที่เป็นปัญหา โดยไม่จำเป็นต้องรอให้แต้มนั้นจบก่อน (ซึ่งเป็นครั้งแรกที่อนุญาตให้ชาลเลนจ์ระหว่างแรลลี่)

ผู้สื่อข่าวไทยที่ตามไปทำข่าวที่ญี่ปุ่นรายงานว่า เมื่อกดปุ่มแล้ว จะมีโต๊ะเจ้าหน้าที่คอยรับสัญญาณผ่านระบบไวไฟ ถ้าเจ้าหน้าที่กดตอบรับก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังกรรมการต่อไป แต่กลับมีปัญหาสัญญาณ

ไม่เชื่อมต่อกับระบบไวไฟบ่อยครั้ง และหลายทีมก็ร้องเรียนว่าไม่สามารถเปลี่ยนตัวได้ทั้งที่กดสัญญาณไปแล้ว โดยตามกติกานั้น หากระบบมีปัญหา กรรมการต้องอนุญาตให้กลับมาใช้สัญญาณมือซึ่งเป็นกติกาดั้งเดิมได้

เอฟไอวีบีทดลองใช้แท็บเล็ตในการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์สโมสรโลกเมื่อปีที่แล้วมาแล้วครั้งหนึ่ง โดย เอมิลิโอ

สปิริโต้ ตัวแทนของบริษัท “ดาต้า โปรเจกต์”

รับผิดชอบดูแลเรื่องซอฟต์แวร์และการวางระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการแข่งขัน ไม่ใช่เพื่อ

เพิ่มปัญหาให้การแข่งขัน และต้องการวางแผนทางสู่อนาคตเพื่อให้เทคโนโลยี

เข้ามามีบทบาทให้แฟนวอลเลย์บอลที่ชมการถ่ายทอดสดได้เข้าใจและเพิ่มมุมมอง

ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากที่นำมาใช้ในการแข่งขันจริงคราวนี้กลับพบปัญหามากมาย โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดต้องมีเจ้าหน้าที่โต๊ะกลางคอยรับสัญญาณ รวมทั้งการส่งผ่านสัญญาณไวไฟที่อาจมีปัญหาไม่เสถียรได้

แล้วยังมีประเด็นเรื่องอนุญาตให้ขอชาลเลนจ์ระหว่างแรลลี่ได้ซึ่งทำให้เกมสะดุดไปหลายต่อหลายครั้ง จนเสียอารมณ์ทั้งคนเล่นและคนดู

จนแฟนๆ อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า กฎกติกาใหม่จะทำให้คนสนใจกีฬาวอลเลย์บอลมากขึ้น หรือยิ่งขัดเคืองจนถอยห่างไปกันแน่