มหัศจรรย์เลสเตอร์ : ฟุตบอลกับความเชื่อ โดย ปรีชาญาณ วงศ์อรุณ

27.05.16 | 13:50 น.

เป็นที่ยอมรับกันว่า มนุษย์กับความเชื่อเป็นของคู่กันมานานนับพันปี ถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลจนถึงดาวอังคารแล้วก็ตาม แต่มนุษย์ในทุกๆ วัฒนธรรมก็ยังคงมีความเชื่อเหนือธรรมชาติอยู่ไม่เสื่อมคลาย

ฟุตบอลก็เหมือนเกมกีฬาประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากต้องอาศัยฝีมือของผู้เล่นและเฮดโค้ช, การบริหารจัดการ, พลังขุมเงิน, ความเป็นมืออาชีพ, ความมุ่งมั่น, การทุ่มเท, สปิริต และ ทีมเวิร์กที่เป็นปัจจัยนำพาสู่ความสำเร็จแล้ว ว่ากันว่า สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของโชคเรื่องของดวง ซึ่งนักกีฬาทุกๆ คน และทุกๆ ทีมล้วนแต่ภาวนาให้โชคให้ดวงอยู่ฝั่งของตัวเองหรือมาถูกที่ถูกเวลา

เพราะเชื่อและไม่รังเกียจเรื่องของโชค มนุษย์เราจึงแสวงหาเฝ้าภาวนาให้โชคมาอยู่เคียงข้างกับตัวเองเสมอๆ แต่เนื่องจากโชคไม่ได้เข้าข้างใครทุกคนอยู่ตลอดเวลา และไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่โชคจะเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นกับใคร

ดังนั้น มนุษย์เราจึงต้องเสาะหาวิธีเพื่อให้เกิดโชคขึ้นมา บางครั้ง เราจะเห็นว่าแม้กระทั่งนักฟุตบอลระดับโลกที่ฝีเท้าขั้นเทพก็ยังต้องถือเคล็ดบางอย่างเพราะวาดหวังว่าโชคจะบังเกิดขึ้น

ใครจะเชื่อว่า เรื่องราวของนักเตะตำนานหมายเลขหนึ่งของโลกลูกหนังในอดีตอย่างเปเล่, ดิเอโก้ มาราโดน่า หรือโยฮัน ครัฟฟ์ ก็ยังต้องอาศัยการถือเคล็ด เช่นเดียวนักเตะระดับโลกในยุคปัจจุบันก็มีความเชื่อในการถือเคล็ดในรูปแบบต่างๆ นานา ตั้งแต่ลิโอเนล เมสซี่ (ถือเคล็ดเดินลงสนามเป็นคนสุดท้าย), คริสเตียโน โรนัลโด (ตัดผมก่อนวันแข่งและก้าวเดินลงสนามด้วยเท้าขวาก่อน), เนย์มาร์ (เดินออกจากสนามเป็นคนสุดท้าย), หลุยส์ ซัวเรซ (ใส่ผ้ารัดข้อมือ) รวมไปถึงเวย์น รูนีย์ (สวมถุงมือสีดำ) และ จอห์น เทอร์รี่ (ใส่สนับแข้งเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยน)

Advertisement

ผู้จัดการทีมหรือเฮดโค้ชระดับโลกหลายๆ คนก็ไม่มีข้อยกเว้น ตั้งแต่คาร์ลอส บิลาร์โด้ที่สามารถนำทีมอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1986 โดยถือเคล็ดห้ามดิเอโก มาราโดน่าและนักเตะทั้งทีมรับประทานเนื้อไก่ หลุยส์ อราโกเนสผู้สร้างความยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานให้กับทีมชาติสเปนก็ห้ามนักเตะในทีมใส่เสื้อสีเหลือง หลุยส์ ฟาน กัลถือเคล็ดสวมใส่ริสต์แบนด์ติดข้อมือตลอดจนทำให้เนเธอร์แลนด์คว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2014 และโจเซ่ มูรินโญ่ที่ถือเคล็ดใส่เสื้อโค้ชตัวเก่าจนพาทีมเชลซีได้แชมป์ รวมทั้งคริส โคลแมนซึ่งถือเคล็ดใส่เสื้อแจ๊กเก็ตตัวเดิมตลอดทุกนัดที่ทีมชาติเวลส์แข่งจนโชคดีพาทีมมังกรแดงผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลยูโร 2016 ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ถึงแม้ว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาและเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลมากเพียงใดก็ตาม แต่ในจิตใจของนักฟุตบอลรวมทั้งเฮดโค้ชก็ยังมีเรื่องการถือเคล็ดไม่เสื่อมคลายจนถึงขั้นเรียกว่าเป็นสิ่งจำเป็น งานวิจัยของนักวิชาการเยอรมันแห่งมหาวิทยาลัยโคโลญจ์ยืนยันเมื่อปี 2010 ว่า การถือเคล็ดมีส่วนทำให้นักกีฬาเกิดความมั่นใจมากขึ้นและส่งผลต่อฟอร์มการเล่นที่ดีขึ้นด้วย

นอกเหนือจากบรรดาตัวนักเตะและเฮดโค้ชที่ถือเรื่องเคล็ดเรื่องโชคแล้ว ในระดับผู้บริหารหรือเจ้าของทีมก็ไม่ได้อยู่ในกฎเกณฑ์ข้อห้ามใดๆ ด้วย

ตัวอย่างแรกที่ถือว่าชัดเจนมากๆ ก็คือกรณีของคุณทักษิณ ชินวัตรซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่มีความเชื่ออย่างมากๆ ถึงมากที่สุดคนหนึ่ง หลังจากสูญเสียอำนาจและต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ นอกจากจะหอบเงินกองใหญ่แล้ว คุณทักษิณยังหอบเอาเคล็ดและความเชื่อติดกระเป๋าติดตัวไปเกาะอังกฤษด้วย

ภายหลังที่เทกโอเวอร์เป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในปี 2007 แล้ว สิ่งแรกๆ ที่คุณทักษิณทำตามความเชื่อก็คือประยุกต์หลักฮวงจุ้ยเพื่อความโชคดี มีการฝังลูกแก้วหินคริสตัลตรงจุดใจกลางสนาม (รวมทั้งรอบๆ สนามนับร้อยลูก) และฝังรูปปั้นช้างพอชเลนตรงมุมธงสนามทั้งสี่มุม ด้วยความเชื่อว่า เครื่องรางเหล่านี้จะช่วยเสริมโชคสร้างพลังบวกพิเศษให้แก่นักเตะในสนามเพื่อความสำเร็จของทีม ส่วนภายในออฟฟิศ รีเซฟชั่นและร้านรวงภายในสนามก็ประดับประดาด้วยต้นไม้เงินต้นไม้ทองและกบสามขานำโชคเพื่อให้ประสบความสำเร็จด้านการเงิน

น่าเสียดายว่าโชคไม่ (ทัน) ออกผล เพราะแมนฯ ซิตี้ในยุคหนึ่งปีของคุณทักษิณ ชินวัตรไม่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ใดๆ ได้เลย จนกระทั่งต้องขายสโมสรให้กับมหาเศรษฐีแขกอาหรับในปี 2008 แบบฟันกำไรกว่าพันล้านบาท

แน่นอนที่สุดว่าในดีลซื้อขายนั้นไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องของเครื่องรางเหล่านี้ เรียกว่า เจ้าของใหม่จากอาหรับไม่รู้ราวเรื่องนี้เลย จนวันเวลาผ่านไปสองปีเมื่อรับรู้จึงมีคำสั่งให้รื้อถอนทั้งหมด หลังจากนั้น แมนฯซิตี้ก็สามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้เป็นรายการแรกทันที และแชมป์ต่อๆ มาโดยเฉพาะแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย รวมทั้งแชมป์ลีกคัพอีก 2 สมัย จนกลายเป็นทีมชั้นนำในเกาะอังกฤษ ณ ปัจจุบันนี้

แน่นอนที่สุดว่า ความสำเร็จของแมนฯซิตี้เป็นผลหลักๆ มาจากการทุ่มทุนงบประมาณมหาศาลซื้อนักเตะระดับโลกมาร่วมทีมมากกว่าเหตุผลเรื่องความเชื่อใดๆ

นอกเหนือจากกรณีของคุณทักษิณแล้ว ชื่อของวินเซนต์ ตัน มหาเศรษฐีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนก็ถือว่าโดดเด่นในระดับแถวหน้าในฐานะเจ้าของทีมที่ถือเคล็ดเอามากๆ มากจนกระทั่งหนังสือพิมพ์ “USA Today” ถึงขั้นเรียกว่าเป็นเจ้าของทีมกีฬาที่ยอดแย่ที่สุด เพราะทึ่งกับความเชื่อแหวกแนวของมหาเศรษฐีมาเลย์คนนี้เป็นยิ่งนัก

สองปีหลังจากที่เทกโอเวอร์เป็นเจ้าของทีมคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ในปี 2010 (ปีเดียวกับที่มหาเศรษฐีไทยเทกโอเวอร์ทีมเลสเตอร์ ซิตี้) วินเซนต์ ตันก็เริ่มโครงการปรับโฉมรีแบรนด์คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ เพื่อทำให้ทีมประจำเมืองหลวงของเวลส์ทีมนี้มีลุคใหม่ที่โดนใจตลาดในเอเชียตะวันออกมากขึ้น โดยการเปลี่ยนสีเสื้อทีมจากสีนำเงินมาเป็นสีแดง และเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ประจำทีมจากนกบลูเบิร์ดมาเป็นมังกรแดง

ยิ่งไปกว่านั้น วินเซนต์ ตันถึงขั้นกำหนดนโยบายนอกกรอบนอกลู่อย่างชนิดที่ไม่มีสโมสรไหนกล้าทำหรือคิดจะเอาเป็นแบบอย่างอย่างแน่นอน นั่นคือสโมสร (ต้อง) ซื้อนักเตะที่วันเดือนปีเกิดตรงกับหมายเลข 8 เพราะหมายเลข 8 คือเลขที่เป็นมงคลที่สุดตามความเชื่อของศาสตร์จีน (นอกเหนือ จากสีแดงและมังกร) หากพบว่า นักเตะฝีเท้าดีคนใดเกิดวันที่ 8 สิงหาคม 1988 ถือว่าเป็นมงคลที่สุด ให้รีบซื้อมาร่วมทีมทันที เอากับเขาสิครับ

วินเซนต์ ตันยืนหยัดกับความคิดและความเชื่อของตนเองได้เพียง 3 ปี (2012-2015) สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกหันกลับมาใช้แบบเดิม เพราะนอกจากแฟนบอลจะต่อต้านอย่างหนักไม่เลิกราแล้ว ทีมก็ไม่ประสบความสำเร็จใดๆ บนสนามหญ้าเลย เรียกว่าความเชื่อที่เป็นรูปธรรมไม่สามารถแปรเปลี่ยนทำให้ทีมโชคดีประสบความสำเร็จได้

แล้วทำไมโชคจึงเข้าข้างเลสเตอร์ ซิตี้ให้ประสบความสำเร็จจนถึงขั้นเรียกว่ามหัศจรรย์?

การที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลเพียร์เมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาว่า เลสเตอร์ทำได้อย่างไร? เพราะอัตราความเป็นไปได้ “5,000 ต่อ 1” ที่เลสเตอร์ถูกคาดหวังว่าจะได้แชมป์นั้นเรียกว่าเท่ากับศูนย์ก็ว่าได้ หากเปรียบเทียบแล้ว มากกว่าโอกาสความเป็นไปได้ที่เอลวิส เพรสลีย์ อดีตราชาแห่งร็อกแอนด์โรลจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาถึงสองเท่าตัว

ดังนั้น การที่เลสเตอร์สามารถทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าเป็นไปไม่ได้ได้สำเร็จอย่างเหลือเชื่อ จึงไม่สามารถใช้เหตุผลพื้นฐานทางด้านเกมฟุตบอล (ฟอร์มการเล่นของนักเตะ การวางแผนการเล่นของเฮดโค้ช ทีมสปิริตรวมทั้งเสียงเชียร์ของแฟนบอล) มาอธิบายปรากฏการณ์มหัศจรรย์ในวงการฟุตบอลครั้งนี้ได้เหมือนที่เกิดขึ้นทุกๆ ปี และด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ปัจจัยอภินิหารของ “ผ้ายันต์เลสเตอร์” รวมทั้งพิธีกรรมอื่นๆ ถูกสื่ออังกฤษทุกฉบับรวมทั้งสื่อตะวันตกอื่นๆ หยิบยกขึ้นมากล่าวถึงจนเกิดเป็นกระแสความเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แฟนบอลอังกฤษคนหนึ่งถึงกับเคยประกาศจะหันมานับถือศาสนาพุทธหากว่าปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริง

การถือเคล็ดไม่ใช่ของใหม่หรือสิ่งต้องห้ามสำหรับนักเตะในทีมเลสเตอร์ และถือเป็นเรื่องปกติในสังคมอังกฤษ ขณะเดียวกัน พิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการประพรมน้ำมนต์ การเคาะหัวและการปลุกเสกผ้ายันต์ ที่เริ่มปรากฏให้เห็นนับตั้งแต่มหาเศรษฐี “เจ้าสัววิชัย” เทกโอเวอร์สโมสรในกลางปี 2010 ถึงแม้จะดูเป็นของแปลกใหม่พิสดาร แต่ไม่ใช่เรื่องถึงเหตุที่บรรดานักเตะ สต๊าฟโค้ชรวมทั้งแฟนบอลต้องต่อต้านคัดค้านใดๆ ทำนองไม่เชื่อแต่ก็ไม่รังเกียจตราบเท่าที่ทีมเดินหน้าเก็บเกี่ยวชัยชนะอย่างต่อเนื่องได้ แม้กระทั่งเคลาดิโอ รานิเอรี่ เฮดโค้ชของทีมก็ยังถือเคล็ดจับมือกับนักข่าวทุกๆ คนก่อนแถลงข่าวแต่ละสัปดาห์

มหัศจรรย์ของเลสเตอร์ ซิตี้ครั้งนี้บังเอิญเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทีมยักษ์ใหญ่ต่างพากันฟอร์มตกหรือกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ยืนยันได้ว่า เคล็ดความเชื่อต่างๆ มีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของเลสเตอร์จริงๆ หรือไม่?

สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือหลักปรัชญาความเป็นพุทธที่แท้จริงที่ควรจะต้องนำเสนอต่อชาวโลกตัวอย่าง ของนักเตะและเฮดโค้ชของเลสเตอร์ ซิตี้ที่แสดงออกซึ่งความนิ่งและความสุภาพถ่อมตัวตลอดจนการทุ่มเททั้งยามฝึกซ้อมและช่วงแข่งขันโดยไม่หวังพึ่งปาฏิหาริย์ใดๆ นั้น ถือว่าชัดเจนที่สุดแล้ว