โฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส เด็กชายชาวสเปนที่ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 1 กันยายน 1983 ย่านอูเตรร่า ในเขตปกครองตัวเองของแคว้นอันดาลูเซีย เมืองเซบีญ่า ประเทศสเปน
เขาก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลด้วยการเป็นเด็กปั้นในอะคาเดมี่ของ เซบีญ่า และค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเรื่อยๆ กระทั่งฤดูกาล 1999-2000 เรเยสแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวด้วยการเป็นแข้งอายุน้อยที่สุดที่ติดทีมชุดใหญ่ของเซบีญ่าในวัยเพียง 16 ปี
จากนั้น เรเยสย้ายเข้าซุ้ม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ด้วยค่าตัวราว 14 ล้านปอนด์ (560 ล้านบาท) เมื่อวันที่ 1 มกราคมปี 2014
โดย เรเยส เป็นส่วนหนึ่งในชุด “แชมป์ไร้พ่าย” กับอาร์เซน่อล ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2003-04 ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะสเปนคนแรกที่ได้ชูโทรฟี่แชมป์พรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ซีซั่นดังกล่าว เรเยสยังสอยแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้อีก 1 รายการ

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อแข้งเลือดกระทิงดุปิดฉากการค้าแข้งด้วยเวลาเพียง 2 ปีครึ่งกับอาร์เซน่อล โดยฝากผลงานไว้ที่ 23 ประตู 24 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 110 นัดในทุกรายการ โดยกลับมาค้าแข้งที่บ้านเกิดกับ รีล มาดริด ด้วยสัญญายืมตัวในปี 2006 พร้อมคว้าแชมป์ลีกแดนกระทิงดุในฤดูกาล 2006-07
ระหว่างนี้เรเยส เคยติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่ ระหว่างปี 2003-2006 โดยทำได้ 4 ประตูจากการลงเล่น 21 นัด รวมถึงมีชื่อติดทีมลุยฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี
จากนั้นเรเยสเซ็นสัญญาถาวรกับ แอตเลติโก้ มาดริด ในปี 2007 โดยยิง 14 ประตูกับ 30 แอสซิสต์ จนมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้าลีก 2 สมัย ในฤดูกาล 2009-10 และ 2011-12
ต่อมา เรเยสย้ายกลับ เซบีญ่า ในปี 2012 พร้อมกวาดแชมป์ยูโรป้าลีกอีก 3 สมัยรวดในซีซั่น 2013-14, 2014-15 และ 2015-16 ทำให้เรเยสเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่คว้าแชมป์ยูโรป้าลีกมากที่สุดในประวัติศาสตร์รวม 5 ครั้ง

จากนั้น เรเยส เข้าสู่โหมดนักเตะพเนจร ตระเวนค้าแข้งกับหลายสโมสร ทั้ง เอสปันญ่อล และ กอร์โดบา จนกระทั่งหมดสัญญากับต้นสังกัด เรเยสยอมรับว่าตัวเองอยู่ในช่วงขาลงของการค้าแข้ง จึงเลือกโกยเงินหยวนด้วยการซบสโมสรในลีกรองประเทศจีนอย่าง ซินเจียง เทียนชาน ลีโอพาร์ด ในปี 2018 แต่เรเยสไม่สามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลแดนมังกรได้ ก่อนที่สุดท้ายจะต้องแยกทางกันหลังร่วมงานกันได้เพียง 6 เดือนเศษ
กระทั่งวันที่ 22 มกราคมปี 2019 เรเยสมาอยู่กับ เอ็กซ์เตรมาดูร่า ทีมเล็กๆ ในลีกเซกุนด้าลีก (ดิวิชั่น 2) ของสเปน ที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น

เรเยส กลายเป็นกำลังสำคัญของเอ็กซ์เตรมาดูร่า แม้ทำได้เพียง 1 แอสซิสต์จาก 9 นัด แต่เขาได้นำประสบการณ์ที่มีช่วยเหลือต้นสังกัด กระทั่งพาทีมทะยานขึ้นมาจบอันดับ 15 ของเซกุนด้าลีกและรอดการตกชั้นได้สำเร็จ โดยมีแต้มห่างโซนสีแดงถึง 7 คะแนน
เรเยส ถือเป็นฮีโร่ผู้กอบกู้เอ็กซ์เตรมาดูร่าให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนทำให้แฟนๆ เรียกร้องให้มีการขยายสัญญาเพิ่ม จากเดิมที่สัญญาระยะสั้น 5 เดือนกำลังจะหมดลงในช่วงกลางปี
แต่สุดท้ายการเซ็นสัญญาใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากเรเยส ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตในวัยเพียง 35 ปี ที่ย่านอูเตรร่า บ้านเกิดของเขาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน
เจ้าหน้าที่ตำรวจสเปนสันนิษฐานว่า เรเยส ขับรถยนต์เมอร์เซเดส บราบัส เอส550วี ด้วยความเร็วสูงถึง 120 ไมล์ต่อชั่วโมง (193 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) บนถนนมอเตอร์เวย์ที่จำกัดความเร็วเพียง 50 ไมล์ต่อชั่วโมง (80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
จากนั้นรถยนต์ของเรเยสได้เสียหลักพุ่งตกถนน ก่อนพลิกคว่ำหลายตลบจนเกิดเพลิงไหม้ไฟลุกท่วมจนนำมาซึ่งการสูญเสีย
โดยเหตุการณ์อันน่าเศร้าเกิดขึ้นหลังจากที่เรเยสเสร็จสิ้นภารกิจฝึกซ้อมกับเอ็กซ์เตรมาดูร่า และกำลังมุ่งหน้าเดินทางกลับบ้านไปหาภรรยาและลูกๆ ทั้ง 3 คน แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงที่หมาย เมื่อเขาจากโลกนี้ไปอย่างกระทันหัน เหลือไว้เพียงความเศร้าของครอบครัว, เพื่อนๆ และแฟนบอลทั่วโลก
เธียร์รี่ อองรี อดีตเพื่อนร่วมทีมในซุ้มปืนใหญ่ เปิดใจว่า “ผมรู้สึกเสียใจอย่างมากที่ได้รับรู้ข่าวสุดเศร้าเกี่ยวกับเรเยส นักเตะสุดมหัศจรรย์และเพื่อนร่วมทีมที่ยอดเยี่ยม ผมขอให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ของเขาเข้มแข็งไว้ และก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้”

ขณะที่ เชสก์ ฟาเบรกาส อดีตเพื่อนร่วมทีมที่อาร์เซน่อล เปิดใจว่า “เรเยสคือเพื่อนรักคนแรกในวงการฟุตบอลอาชีพของผม เขาเป็นคนเรียบง่ายที่มีรอยยิ้มให้ทุกคนเสมอ รู้สึกแย่มากที่ตื่นขึ้นมาแล้วรับรู้ข่าวร้ายเช่นนี้ สำหรับผมแล้วเรเยสคือหนึ่งในแข้งพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกฟุตบอล ผมจะไม่มีทางลืมคุณ เรเยสจะอยู่ในหัวใจของเราเสมอ ขอให้นายไปสู่สุคตินะ รักนายมากๆ”
จากนี้ สถานที่ซึ่งเรเยสจะยังมีชีวิตอยู่ได้ มีเพียงที่เดียว นั่นคือในความทรงจำของทุกๆ คน

ติดตามข่าวเด็ดกีฬาดัง ทาง Line@ มติชนกีฬา (@matisport) คลิกเลย
![]()

