มูฮัมหมัด อาลี ตำนานมวยโลกเสียชีวิตในวัย 74 ปี หายใจติดขัดจากโรคพาร์กินสัน ปิดฉากฉายา ‘พลิ้วไหวดุจผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง’ เหล่าคนดังร่วมแสดงความเสียใจ
วงการกีฬาโลกต่างร่วมอาลัยในการจากไปของมูฮัมหมัด อาลี ตำนานมวยโลกเสียชีวิตลงด้วยวัย 74 ปี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา หรือในช่วงเช้าวันที่ 4 มิถุนายนตามเวลาประเทศไทย หลังจากเข้าโรงพยาบาลในเมืองฟีนิกซ์อย่างกะทันหันก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ด้วยอาการหายใจติดขัดอันเป็นผลจากโรคพาร์กินสันซึ่งเจ้าตัวต้องต่อสู้มานานถึง 32 ปี บ๊อบ กันเนลล์ โฆษกของครอบครัวอาลีแถลงยืนยันว่า อดีตแชมป์มวยโลกรุ่นเฮฟวี่เวตผู้ยิ่งใหญ่ได้จากไปอย่างสงบท่ามกลางครอบครัวและญาติสนิทที่โรงพยาบาลแล้ว
ทันทีที่ข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป เหล่าคนดังทั้งในแวดวงกีฬาและวงการอื่นๆ ต่างก็ร่วมแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียครั้งนี้ผ่านแถลงการณ์และการโพสต์ข้อความทางโลกโซเชียลเป็นจำนวนมาก
จอร์จ โฟร์แมน ตำนานมวยร่วมยุคซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งของอาลี เปิดเผยว่าสนิทสนมกับอาลีมากจนรู้สึกเหมือนว่าได้สูญเสียส่วนหนึ่งของร่างกายไปด้วย อาลีเป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยได้พบเจอมา และเป็นคนดีมากที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน การเอ่ยยกย่องเขานั้นจึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่เรื่องกีฬามวยเพียงอย่างเดียว
โฟร์แมนกล่าวด้วยว่า อาลีรักกรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษมาก เพราะประเทศนี้ปฏิบัติกับเขาดีอย่างยิ่ง และเชื่อว่าถ้าเขาเกิดและโตที่นั่นคงไม่คิดจะเปลี่ยนชื่อแน่นอน
ส่วนฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ อดีตแชมป์โลกไร้พ่ายชาวอเมริกัน กล่าวว่า อาลีคือหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครมาทดแทนได้ สังคมคนผิวสีทั่วโลกล้วนเป็นหนี้บุญคุณที่เขาช่วยเป็นกระบอกเสียงเรื่องความเสมอภาค
และที่ตนมีวันนี้ได้ก็เพราะได้อาลีเบิกทางไว้เมื่อในอดีตเช่นกัน จึงอยากขอบคุณอาลีและครอบครัวที่ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งเรื่อยมา
แมนนี่ ปาเกียว อดีตแชมป์โลก 8 รุ่นคนแรกและคนเดียวของโลกชาวฟิลิปปินส์ กล่าวว่า โลกได้สูญเสียผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งไป ที่ผ่านมา อาลีได้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการมวย และที่เหนือยิ่งกว่านั้นคือการเป็นสัญลักษณ์ด้านมนุษยธรรม และการต่อสู้ทางชนชั้นที่เป็นประโยชน์กับมวลมนุษยชาติตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขา
ด้านแมรี่ คม อดีตแชมป์โลกมวยหญิง 5 สมัยชาวอินเดีย กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนก็เป็นเช่นเดียวกับนักมวยอีกมากมายที่เริ่มต้นชกมวยโดยมีอาลีเป็นแรงบันดาลใจ ดังนั้น การสูญเสียครั้งนี้จึงเป็นเรื่องน่าเศร้ามากๆ และจะจดจำเขาไว้ตลอดไป
ด้านดอน คิง โปรโมเตอร์คู่บุญของอาลี กล่าวว่า จิตวิญญาณของอาลีจะอยู่คู่กับโลกใบนี้ตลอดไป เขาได้ทำในสิ่งที่นักกีฬาทุกคนใฝ่ฝันอยากจะทำ นั่นคือสร้างปรากฏการณ์ ผลงานอันยิ่งใหญ่ และทำได้อย่างสง่างาม ไม่ว่าเมื่อไร อาลีก็คือแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
บ๊อบ อารัม โปรโมเตอร์มวยชื่อดังอีกราย ยกย่องเจ้าของฉายา “เดอะ เกรทเทสต์” (The Greatest) ว่า อาลีช่วยเปลี่ยนโฉมสหรัฐไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ในด้านกีฬามวยแต่เพียงอย่างเดียว และชาวโลกก็สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณนักสู้ของเขา แม้วันนี้ยอดมวยผู้ยิ่งใหญ่จะจากไปแล้ว แต่ชื่อของเขาจะอยู่คู่กับประวัติศาสตร์โลกตลอดไป
ขณะที่ไมก์ ไทสัน อดีตแชมป์โลกรุ่นยักษ์ ทวีตข้อความว่า “พระผู้เป็นเจ้ามารับแชมเปี้ยนของพระองค์ไปแล้ว ขอกล่าวคำลาผู้ยิ่งใหญ่”
เดวิด เบ๊คแฮม อดีตนักเตะชื่อดังชาวอังกฤษ โพสต์ภาพที่เขาเคยพบกับอาลีเมื่อในอดีต และเขียนอาลัยว่า “ไม่ว่าเมื่อไรเขาก็คือผู้ยิ่งใหญ่และเก่งกาจที่สุดเสมอ”
นอกจากนี้ยังมีคนดังอีกมากมายที่ร่วมแสดงความเสียใจ เช่น ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ, เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ, มาดอนนา นักร้องสาวชื่อดัง, นาโอมิ แคมป์เบลล์ ซุปเปอร์โมเดล และนักกีฬาหลากหลายวงการ
ขณะที่หนังสือพิมพ์หลายฉบับทั่วโลก ต่างร่วมอาลัยต่อการจากไปครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ มูฮัมหมัด อาลี หรือชื่อเดิมคือ “แคสเซียส มาร์เซลลัส เคลย์ จูเนียร์” เกิดที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ.1942 และเริ่มต้นชกมวยขณะอายุ 12 ปี ค่อยๆ ไต่เต้าด้วยการคว้าแชมป์ระดับรัฐที่เคนตักกีถึง 6 สมัย และเป็นแชมป์ระดับประเทศอีก 2 สมัย ก่อนจะติดทีมชาติไปคว้าเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นรุ่นเฮฟวี่เวตจากโอลิมปิกเกมส์ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1960
อาลีเบนเข็มสู่วงการมวยอาชีพหลังจบโอลิมปิกเกมส์ และสร้างชื่อเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกด้วยการชนะน็อกซอนนี่ ลิสตัน ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ปี 1964 ทั้งที่ถูกมองว่าเป็นรองกว่ามาก ซึ่งวลี “ข้ายิ่งใหญ่ที่สุด” ของอาลีได้กลายเป็นสัญลักษณ์และที่มาของฉายาของเขาในเวลาต่อมา
ต่อมาอาลีเปลี่ยนชื่อเป็น “มูฮัมหมัด อาลี” หลังจากเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ให้เหตุผลว่าชื่อ “แคสเซียส เคลย์” เป็นชื่อของทาส และเคยโดนลงโทษห้ามขึ้นชกมวยอาชีพระหว่างปี 1967-1970 เนื่องจากปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกองทัพไปรบในสงครามเวียดนามจนโดนลงโทษข้อหาหนีทหาร
อาลีเคยครองแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวตของสมาคมมวยโลก (ดับเบิลยูบีเอ) และสภามวยโลก (ดับเบิลยูบีซี) อยู่หลายสมัย โดยชกอาชีพระหว่างปี 1960-1981 ก่อนแขวนนวมพร้อมสถิติชนะ 56 ครั้ง (ชนะน็อก 37 ครั้ง) แพ้ 5 ครั้ง โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นนักมวยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของโลก พร้อมคำเปรียบเปรยว่า “เคลื่อนไหวพลิ้วไหวดุจผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง”
นอกสังเวียนมวย อาลีถือเป็นนักชกที่โผงผาง กล้าพูดกล้าทำไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ มักจะให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องความเสมอภาคทางเชื้อชาติและสีผิว จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเคลื่อนไหวสำคัญคนหนึ่งของยุค
อาลีล้มป่วยด้วยโรคพาร์กินสันในปี 1984 และปรากฏตัวต่อสาธารณะน้อยลง โดยใช้ชีวิตอยู่กับลอนนี่ ภรรยาคนที่ 4 ที่เมืองฟีนิกซ์ รัฐอริโซนา หลังแต่งงานเมื่อปี 1986 อาลีมีลูกสาว 7 คน และลูกชาย 2 คน จากภรรยาทั้งสี่












