‘รมต.พิพัฒน์’ ลุยตรวจ ‘ราชมังฯ’ เตรียมจัดศึกยู 23 เอเชีย ‘กกท.’ ยันซ่อมทันกำหนด ‘สมยศ’ เล็ง 7 รังเหย้าสโมสรแทน ‘เชียงใหม่’

16.09.19 | 13:33 น.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการซ่อมแซมสนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก เมื่อวันที่ 16 กันยายน หลังจากที่ทำการปิดปรับปรุงซ่อมแซม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้เป็น 1 ใน 4 สนามที่จะใช้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย ช่วงระหว่างวันที่ 8-26 มกราคม 2563

ภายหลังการตรวจเยี่ยมสนาม นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวสนามราชมังคลากีฬาสถานที่ได้มีการปรับปรุง และมีความพร้อมเสร็จทันตามกำหนดการที่จะส่งมอบให้กับสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) ภายในเดือนธันวาคมนี้แน่นอน ทั้งเรื่องสนามหญ้า, ห้องแต่งตัวนักกีฬา, ห้องสื่อมวลชน และด้านความพร้อมต่างๆ

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวเสริมว่า ในช่วงวันที่ 20-24 กันยายน เอเอฟซีจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจความคืบหน้าในการปรับปรุงสนาม 4 แห่งคือ ราชมังคลากีฬาสถาน, สนาม ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี และสนามติณสูลานนท์ จ.สงขลา ซึ่งสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ กังวลว่าการปรับปรุงสนามราชมังคลากีฬาสถานจะมีความคืบหน้าแค่ไหน แต่จากการลงตรวจสนามครั้งนี้ ได้รับการยืนยันว่าจะเสร็จทันแน่นอน ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำจาก รมว.พิพัฒน์ว่า ให้ปรับปรุงในส่วนที่เป็นข้อกำหนดเงื่อนไขของเอเอฟซีก่อน ส่วนอื่นที่ กกท.ต้องการจะปรับปรุงเพิ่มเติมก็ให้ทำหลังจากนั้น

พล.ต.อ.สมยศกล่าวอีกว่า เอเอฟซีมีเงื่อนไขของสนามเอาไว้คือ 1.ความจุ 2.ไฟส่องสว่าง 1,800 ลักซ์ 3.ห้องแต่งตัวนักเตะ 4 ห้อง 4.สนามซ้อม 5.โรงแรมที่พัก 4-5 ดาว และ 6.การเดินทาง รวมทั้งห้องผู้สื่อข่าวและห้องวีไอพี ส่วนพื้นสนามหญ้า และเก้าอี้ที่นั่ง ไม่ได้บังคับสำหรับการจัดการแข่งขัน ซึ่งจากการทำงานร่วมกันทางผู้ว่าการ กกท.ยืนยันว่าจะเสร็จทันแน่นอน และได้มอบเอกสารข้อกำหนดจากเอเอฟซี และแผนกำหนดการให้กับทาง กกท. เพื่อนำไปศึกษา ส่วนสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีนั้น ปรับปรุงไม่ทันแล้ว ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะคัดเลือกสนามของสโมสรที่มีความพร้อมส่งให้กับเอเอฟซีได้พิจารณา

นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้คัดเลือกสนามของ 7 สโมสรเอาไว้คือสนามของ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด, เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, ชลบุรี เอฟซี, ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และสุพรรณบุรี เอฟซี เอาไว้รองรับ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับทางเอเอฟซีว่าจะพิจารณาสนามของสโมสรใด เพื่อใช้จัดศึกยู-23 เอเชียแทนที่ของสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีที่ปรับปรุงไม่ทัน

Advertisement

ดร.ก้องศักกล่าวว่า สนามราชมังคลากีฬาสถานเปิดใช้งานมากว่า 20 ปี โดยไม่มีการปรับปรุง จึงได้วางแผนที่จะปรับปรุงให้ได้ตามมาตรฐานสากล รวมทั้งสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา และสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีด้วย ในส่วนของราชมังคลากีฬาสถานก็จะดำเนินการปรับปรุงตามเงื่อนไขข้อกำหนดของเอเอฟซี ทั้งฟังก์ชั่นห้องต่างๆ และการทาสีอาคารภายนอกที่ยังไม่เคยทามาแล้วกว่า 20 ปี ส่วนแผนการปรับปรุงที่ไม่อยู่ในข้อกำหนดเอเอฟซีในเรื่องพื้นสนามหญ้า และเก้าอี้ที่นั่ง กกท.ก็จะไม่ยกเลิกแน่นอน และจะดำเนินแผนปรับปรุงต่อไป แต่ไม่ให้กระทบกับการใช้สนามจัดการแข่งขันแน่นอน

ผู้ว่าการ กกท.กล่าวอีกว่า ส่วนสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีนั้น จากการศึกษาข้อกฏหมายพบว่า มีความยากลำบากในการปรับปรุงให้ทันตามกรอบเวลา จึงได้แจ้งสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ให้หาสนามแห่งใหม่แทน แต่ก็จะไม่หยุดการปรับปรุงเพื่อให้ได้มาตรฐานเอเอฟซี และในอนาคตก็จะใช้ในการรองรับมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ แต่ตอนนี้ได้ปรับปรุงด้วยการใช้หญ้าชั่วคราวปูพื้นสนาม เพื่อรองรับเกมฟุตบอลไทยลีกของสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี และไม่ต้องย้ายไปแข่งขันที่ จ.เชียงราย

“กกท.ยืนยันว่าต้องการที่จะยกระดับสนามกีฬาให้เป็นมาตรฐานสากล แต่ด้วยความที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ทำให้มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นขั้นเป็นตอน อย่างไรก็ตาม กกท.จะดำเนินการตามแผนปรับปรุงทั้ง 3 สนามให้ได้มาตรฐานสากลตามข้อกำหนดเงื่อนไขของเอเอฟซี และจะนำรายการมหกรรมกีฬาลงไปยังสนามให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนในอนาคตอย่างแน่นอน” ผู้ว่าการ กกท.กล่าวปิดท้าย