นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในงานครบรอบ 17 ปี วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม โดยมีนายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงผู้บริหาร, ข้าราชการ, แขกจากภาครัฐ และเอกชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
หลังจากที่การประชุมเตรียมการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2034 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ออกมาเปิดเผยว่าการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2034 ของไทยไม่จำเป็นจะต้องทำการสอบถาม หรือประชาพิจารณ์ ถามความเห็นของประชาชนคนไทย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายที่คัดค้านให้ไทยยื่นขอจัดฟุตบอลโลก 2034 ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายที่เห็นด้วยให้ไทยดำเนินการขอเป็นเจ้าภาพนั้น
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เรื่องการจะขอเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก 2034 นั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะดำเนินการ เพราะว่าเราต้องการที่จะจัดกีฬาอีเวนต์ใหญ่ๆ เพื่อเสริมทั้งในส่วนของกีฬาและการท่องเที่ยวควบคู่กันไป เชื่อว่าคนไทยจะเห็นด้วยกับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอยู่แล้ว เพราะว่ากีฬาฟุตบอลนั้น ถือว่าเป็นกีฬามหาชน ที่มีคนไทยติดตามกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นถึงทำประชาพิจารณ์ไป คนไทยก็ยินยอมให้จัดอยู่ดี
“เรื่องนี้มันเป็นแค่เรื่องของการจัดกีฬาอีเวนต์ใหญ่ๆ มันไม่จำเป็นต้องทำประชาพิจารณ์ เพราะว่าการทำประชาพิจารณ์เองก็ต้องใช้เงินเป็นจำนวนหลักพันล้าน และเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ซึ่งคิดว่าการจะทำประชาพิจารณ์นั้น ควรจะเก็บไว้ให้เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านี้จะดีกว่า มองว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น” นายพิพัฒน์กล่าว
รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการพูดคุยกับชาติในอาเซียนนั้น เป็นเรื่องของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้หารือ ส่วนตัวเองนั้น คงจะไม่ก้าวล่วง เพราะว่าเป็นนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยากเห็นชาติอาเซียนเป็นเจ้าภาพร่วมกัน
สำหรับฟุตบอลโลกในปี 2034 จะเพิ่มทีมแข่งขันเป็น 48 ทีม ส่วนเจ้าภาพร่วมจะมีได้มากถึง 3-4 ประเทศ ดังนั้นประเทศหนึ่งจะต้องมีสนามอย่างน้อย 4 สนาม เพื่อรองรับ 12 ทีม หลักเกณฑ์จะต้องมีสนามอย่างน้อย 8 สนาม ที่มีมาตรฐานจุคนได้ไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นคน ส่วนสนามที่ใช้ในพิธีเปิด-ปิด ต้องมีความจุ 8 หมื่นถึง 1 แสนคนตามมาตรฐานใหม่ โดยเบื้องต้นประเทศไทยวาง 4 สนามที่จะต้องปรับปรุงก็จะมีที่สนามสมโภช 700 ปีเชียงใหม่, สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ จ.นครราชสีมา, สนามติณสูลานนท์ จ.สงขลา และสนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก โดยจะขยายความจุเป็น 4 หมื่นที่นั่ง หลังจากนั้นจะหาพื้นที่ในการสร้างสนามแห่งใหม่ที่มีความพร้อม และมีความจุผู้ชมมากกว่า

