‘จิ้งจอกสยาม’ กับภารกิจหยุด ‘หงส์แดง’

26.12.19 | 17:48 น.
Reuters

เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เป็นผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนักสำหรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับสองของตาราง หลังจากบุกไปปราชัยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-3 จนโดนเรือใบสีฟ้าไล่จี้มาห่างแต้มเดียว ขณะเดียวกันก็พลาดโอกาสทำแต้มขยับใกล้จ่าฝูง ลิเวอร์พูล ทั้งที่หงส์แดงมีภารกิจไปเตะฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกจนโปรแกรมแข่งขันตามหลังคู่แข่งอื่นๆ อยู่ 1 นัด

“จิ้งจอกสยาม” เตะ 18 นัด ครึ่งทางของฤดูกาลพอดี มี 39 คะแนน เหนือกว่าเรือใบสีฟ้า 1 แต้ม แต่ตามหลังหงส์แดงที่เตะน้อยกว่า 1 นัดอยู่ถึง 10 คะแนน

สัปดาห์นี้ ในแมตช์บ๊อกซิ่งเดย์ 26 ธันวาคม เลสเตอร์มีคิวเตะสำคัญรับการมาเยือนของลิเวอร์พูล เป็นแมตช์ที่อาจชี้ชะตาว่าสุนัขจิ้งจอกจะยังมีความหวังที่จะเบียดลุ้นแชมป์ได้หรือไม่ เพราะถ้าเก็บชัยได้สำเร็จก็จะเป็นการตัดแต้มหงส์แดงไปในตัว แต่ถ้าพลาดท่าปราชัย ก็จะยิ่งโดนทิ้งห่าง และเจอกับกำแพงที่หนักหนาสาหัสหากหวังจะแย่งแชมป์ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล

แต่ต้องไม่ลืมว่าถ้านับเฉพาะพรีเมียร์ลีกอย่างเดียว หงส์แดงไม่แพ้ใครมาตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมปีนี้ เป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็มๆ แล้ว และถ้าพิจารณาเฉพาะฤดูกาลนี้ แชมป์ยุโรป 6 สมัย โชว์ฟอร์มสุดแกร่ง ชนะเกือบครบทุกนัด ยกเว้นเพียงนัดเดียวที่เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปลายเดือนตุลาคม

ข้อได้เปรียบนิดๆ ของเลสเตอร์ ซิตี้ คือ พวกเขาสดใหม่กว่า เพราะโปรแกรมเตะช่วงเดือนธันวาคมไม่หนักเท่ากับทีมท็อปของตารางทีมอื่นๆ ที่ต้องเตะถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกด้วย ส่วนกรณีหงส์แดงถึงจะมีทั้งถ้วยคาราบาวคัพและสโมสรโลก แต่ถ้วยใบแรกก็ตัดสินใจส่งเด็กลงสนามอายุเฉลี่ยยังไม่ถึง 20 ด้วยซ้ำ และโดน แอสตัน วิลล่า ถล่ม 5-0 ตกรอบไปเรียบร้อย

Advertisement
ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์สโมสรโลก (REUTERS/Kai Pfaffenbach)

นักวิเคราะห์เชื่อว่า แข้งลิเวอร์พูลอาจจะมีอาการอ่อนล้าจากการเดินทางไปกลับระหว่างอังกฤษกับกาตาร์บ้างไม่มากก็น้อย และเลสเตอร์น่าจะอาศัยความได้เปรียบตรงนี้เปิดเกมบุกใส่หงส์แดง ใช้เกมรุกเร็วกดดัน “แชมป์โลก” หมาดๆ

ตั้งแต่เข้าไปรับงานคุมทัพ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส อดีตกุนซือหงส์แดงก็ทดลองใช้ระบบ 4-1-4-1 กับเลสเตอร์ เป็นรูปเกมแบบเดียวกับตอนไปเยือนแอนฟิลด์ช่วงต้นฤดูกาล และหวุดหวิดจะได้ผลแบ่งแต้มจ่าฝูงได้สำเร็จ ถ้าไม่ใช่เพราะโดนลูกโทษนาที 95 ของ เจมส์ มิลเนอร์ ดับฝันเสียก่อน

อันที่จริง นัดนั้นเกมบุกของเลสเตอร์ยังไม่ลงตัว เพราะยิงตรงกรอบลูกเดียวจากจังหวะยิงประตูของ **เจมส์ แมดดิสัน** ผิดกับหงส์แดงที่มีโอกาสสับไกถึง 18 ครั้ง

ร็อดเจอร์สเปลี่ยนมาใช้ระบบ 4-4-2 ในเกมชนะแอสตัน วิลล่า ซึ่งกูรูลูกหนังผู้ดีเชื่อว่าเขาอาจจะเลือกระบบนี้ในการดวลกับลิเวอร์พูลที่คิงเพาเวอร์ สเตเดียม

อย่างไรก็ตาม หลายคนห่วงว่าระบบนี้จะเปิดโอกาสให้ฟูลแบ๊กของคู่ต่อสู้มีอิสระในการทำเกมทางกราบซ้ายและขวา ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าสองแบ๊กของหงส์แดงนั้นอันตรายขนาดไหน โดยเฉพาะความสามารถในการเปิดบอลที่แม่นยำของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ รวมทั้งความขยันของ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน

บางคนแนะว่าบางทีเลสเตอร์น่าจะลองใช้แผนการเล่นแบบเดียวกับปีศาจแดงซึ่งเป็นทีมเดียวในฤดูกาลนี้ที่แย่งแต้มมาจากหงส์แดงได้

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส (Reuters)

ครั้งนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เลือกใช้แผนเซ็นเตอร์แบ๊ก 3 ตัว ทำหน้าที่จับตาย 3 ประสานแนวรุกสุดอันตรายของลิเวอร์พูลอย่าง โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ นอกจากนั้นยังไม่วิงแบ๊กขึ้นสูงเพื่อกดดันแบ๊กของหงส์แดงไม่ให้ผลีผลามทำเกมขึ้นมา แล้วอาศัยความเร็วของกองหน้าปั่นป่วนแนวรับของหงส์แดงไปด้วย

นัดนั้น แผนของโซลชาร์ได้ผลเพราะแมนฯยูสามารถต่อบอลทำเกมขึ้นหน้าได้เร็ว และสลับมาตั้งรับเปลี่ยนเกมได้ทันท่วงที ขณะที่หงส์แดงต่อบอลกันผิดจังหวะที่คุ้นเคย

แต่นักเตะลิเวอร์พูลเวลานี้เล่นกันเข้าขามากขึ้น ที่สำคัญยังเต็มเปี่ยมด้วยความฮึกเหิม ถึงแม้ช่วงหลังๆ จะเผยให้เห็นเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดบ่อยครั้งขึ้น แต่ก็เอาตัวรอดเก็บชัยชนะมาได้ทุกครั้ง

…เลสเตอร์ ซิตี้ มีภารกิจสุดโหดรออยู่ในสุดสัปดาห์นี้ ถ้าผลลัพธ์ออกมาตามที่หวัง พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ก็อาจจะลุ้นกันสนุกขึ้น

แต่ถ้าทำไม่ได้ ดูท่าแฟนบอลทีมอื่นๆ อาจต้องทำใจล่วงหน้ารอดูแฟนหงส์ฉลองกันข้ามปีได้เลย!