สกู๊ปพิเศษ : สุดยอดนักกีฬาแห่งปี 2019

1.01.20 | 08:00 น.

ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับปฏิทินกีฬาปี 2019 พร้อมๆ กับความทรงจำน่าประทับใจในหลากหลายชนิดกีฬา สำหรับเวทีกีฬาระดับนานาชาตินั้น มีนักกีฬาฝากผลงานโดดเด่นน่าประทับใจเอาไว้หลายคน

ซึ่งเมื่อพิจารณาองค์ประกอบหลายๆ แล้ว ผลงานที่ถือว่าโดดเด่นที่สุดในฝั่งนักกีฬาชายคงต้องยกให้ ไทเกอร์ วู้ดส์ อดีตโปรกอล์ฟหมายเลข 1 ของโลกชาวอเมริกันนั่นเอง วันนี้ในวัย 44 ปี ชีวิตของไทเกอร์เหมือนวนเป็นวงกลมกลับสู่จุดที่เคยขึ้นสูงอีกครั้ง

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2009 พญาเสือต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ เริ่มจากอุบัติเหตุปริศนาตรงถนนหน้าบ้านที่นำไปสู่การขุดคุ้ยข่าวฉาวมากมาย ทั้งการนอกใจภรรยา อาการติดเซ็กซ์แบบรุนแรง ฯลฯ จนภาพของสุดยอดนักกีฬาเหนือมนุษย์ของไทเกอร์พังทลายลงทันที

ปัญหาส่วนตัวมากมายนำไปสู่การถอนตัวของสปอนเซอร์หลายราย และส่งผลกับฟอร์มการเล่นของยอดโปรผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยไร้เทียมทาน น่าเกรงขาม

ประกอบกับปัญหาบาดเจ็บเรื้อรัง ทั้งอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และอาการเจ็บเข่า ที่ทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ทำให้ไทเกอร์ฟอร์มจมดิ่ง ผลงานย่ำแย่ และหลายต่อหลายครั้งที่ห่างหายจากการแข่งขันไปนานหลายเดือน

Advertisement

กระทั่งปี 2018 พญาเสือที่ได้รับบทเรียนจากการเร่งคืนสนามเร็วเกินไป จึงวางตารางแข่งขันแบบรัดกุมขึ้น ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จสุดยอด คว้าแชมป์รายการส่งท้ายปี เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ มาครอง เป็นแชมป์แรกในรอบ 5 ปี

แต่ที่น่าทึ่งเข้าไปอีกคือการคว้าแชมป์เมเจอร์ เดอะ มาสเตอร์ส สมัยที่ 5 เมื่อต้นปี 2019 เป็นเมเจอร์แรกในรอบ 11 ปีของเจ้าตัว ทำให้สถิติแชมป์เมเจอร์ของเขาขยับเป็น 15 สมัย เข้าใกล้สถิติสูงสุดตลอดกาล 18 สมัย ของตำนานสะวิง แจ๊ค นิคคลอส มากขึ้น

ต่อมาเดือนตุลาคม ไทเกอร์ไปคว้าแชมป์ โซโซ แชมเปี้ยนชิพ ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เขามีสถิติคว้าแชมป์พีจีเอทัวร์ 82 รายการ เป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลเทียบเท่า แซม สนีด ตำนานผู้ล่วงลับทันที

เท่านั้นไม่พอ ปลายปี ไทเกอร์ยังมาทำหน้าที่กัปตันทีมสหรัฐ พาทีมบุกชนะทีมนานาชาติที่ออสเตรเลีย ในศึกกอล์ฟแมตช์เพลย์ประเภททีม เพรสซิเดนต์ส คัพ อีกด้วย

นอกจากผลงานในสนามแล้ว ตั้งแต่เผชิญมรสุมชีวิตหลายอย่างจนเริ่มตั้งหลักกลับมาได้ ไทเกอร์ วู้ดส์ ก็เผยให้เห็นมุมของความเป็น “มนุษย์” ที่จับต้องได้มากขึ้น จากเดิมที่หลายคนมองเขาเป็นเหมือนพระเจ้าหรือมนุษย์ต่างดาวที่เก่งเกินคน เพื่อนร่วมวงการเองก็บอกว่าสามารถพูดจาเล่นหัวกับโปรวัย 44 ปีได้อย่างสนิทใจต่างจากสมัยก่อนแล้ว

หลังผ่านปัญหาต่างๆ มากมายจนชีวิตดิ่งลงไปจนถึงจุดต่ำสุดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รอบปี 2019 จึงเป็นปีทองที่พญาเสือกลับมาบินสูงอีกครั้ง

จบจากนักกีฬาชายไปแล้ว หันมามองฝั่งนักกีฬาหญิงกันบ้าง

ไม่ใช่แค่ปีนี้ปีเดียว ตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ซีโมน ไบล์ส ครองความยิ่งใหญ่ชนิดผูกขาดในกีฬาที่เธอเล่นอย่างแท้จริง

นักยิมนาสติกสาวทีมชาติสหรัฐ กวาด 4 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง จาก โอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี 2016

มาปี 2019 ไบล์สตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นนักกีฬาคนแรกที่คว้า 5 เหรียญทองจากการแข่งขันยิมนาสติกชิงแชมป์โลกหนเดียว โดยได้จากประเภททีม, บุคคลรวมอุปกรณ์, บุคคลแยกอุปกรณ์ ม้ากระโดด, ราวทรงตัว และฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ จากการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่เมืองสตุ๊ทการ์ท ประเทศเยอรมนี ในเดือนตุลาคม

เท่านั้นไม่พอ ในรายการนี้ ไบล์สยังโชว์ทักษะการเล่นท่ายากที่ไม่เคยมีใครเคยแสดงมาก่อนถึง 2 ท่า นั่นคือ double-twisting double-tucked somersault ในจังหวะลงจากอุปกรณ์ราวทรงตัว และ triple-twisting double-tucked somersault บนฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ ซึ่งถูกขนานนามว่าท่า “ไบล์ส” และ “ไบล์ส 2” ตามลำดับ

ล่าสุด ซีโมน ไบล์ส ได้รับการโหวตให้คว้ารางวัลนักกีฬาหญิงยอดเยี่ยมของสำนักข่าว เอพี เป็นปีที่ 2 ขณะที่สื่อหลายสำนักยกให้เธอเป็นนักกีฬาหญิงที่ไร้เทียมทานที่สุดแห่งทศวรรษเลยทีเดียว

ผ่านนักกีฬาประเภทบุคคลทั้งหญิงและชายไปแล้ว ปิดท้ายด้วยทีมกีฬายอดเยี่ยมที่ผลงานโดดเด่นที่สุดในรอบปี 2019 กันบ้าง

คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีทองของ ลิเวอร์พูล ทีมดังแห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างแท้จริง

ฤดูกาล 2018-19 อาจจะจบลงอย่างเจ็บปวดในแง่การลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีที่รอคอยมานาน หลังจากโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แซงคว้าแชมป์ไปหวุดหวิดชนิดต้องลุ้นถึงนัดสุดท้าย

แต่พวกเขาก็ฝากผลงานน่าประทับใจด้วยการเป็นทีมรองแชมป์ที่ทำแต้มสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 97 คะแนน เป็นรองทีมแชมป์เพียงแต้มเดียว

ยิ่งไปกว่านั้นคือผลงานสุดยอดในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบรองชนะเลิศซึ่งหงส์แดงเขี่ย บาร์เซโลน่า ยอดทีมจากสเปนตกรอบได้อย่างปาฏิหาริย์ เมื่อพลิกสถานการณ์จากที่เป็นรอง 0-3 ในนัดแรก กลับมาชนะ 4-0 ในนัดสอง จนฉลุยเข้าไปชิง ก่อนคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 มาครองอย่างยิ่งใหญ่

กุนซือ เยอร์เก้น คล็อปป์ ค่อยๆ สร้างทีมโดยปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ส่วนต่างๆ จนลงตัว ทั้งสามประสานแดนหน้าสุดอันตราย โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ปราการหลังสุดแกร่งที่นำโดย เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เสริมด้วยสองแบ๊กจอมบุก เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แถมยังได้นายทวารยอดเยี่ยมแห่งปี อลิสซอน เบ๊คเกอร์ มาเฝ้าเสา

พอเข้าฤดูกาล 2019-20 ลิเวอร์พูลจึงออกตัวอย่างสุดร้อนแรง แม้ในบอลถ้วยอาจจะมีสะดุดบ้าง แต่ในบอลลีก พวกเขาแข็งแกร่งสุดสุด ผ่านครึ่งทางนิดๆ รวม 19 นัด มี 55 คะแนน ทิ้งห่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เตะมากกว่า 1 นัด ถึง 13 คะแนน

ที่สำคัญฤดูกาลนี้ หงส์แดงเกือบจะคว้าชัย 100 เปอร์เซ็นต์ โดยนัดเดียวที่ทำแต้มหลุดมือคือเกมเสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อเดือนตุลาคม นอกนั้นชนะรวด

ชัยชนะของหงส์แดงอาจจะไม่ได้สวยหรูทั้ง 18 นัด บางนัดมีโชคช่วย บางนัดก็มาจากความทุ่มเทไม่ยอมแพ้จนถึงหยดสุดท้าย

การเก็บชัยในเกมที่ควรชนะ ทั้งยังเอาตัวรอดมาได้ในแมตช์ที่เล่นแย่หรือน่าเสมอหรือถึงขั้นแพ้ ถือเป็นคุณสมบัติชั้นดีของทีมที่จะก้าวไปสู่ตำแหน่งแชมป์

ด้วยรูปการณ์ที่เป็นอยู่ หากไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เช่น นักเตะตัวหลักนัดกันเจ็บขึ้นมา ก็เป็นเรื่องยากที่ลิเวอร์พูลจะพลาดแชมป์ลีกฤดูกาลนี้

นอกจากจะได้ชูถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีที่รอคอยมานาน 30 ปีเต็มแล้ว อาจจะเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นยุคสมัยแห่งความไร้เทียมทานของหงส์แดงก็เป็นได้เช่นกัน