ร็อบบี้ ซาเวจ อดีตกองกลางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เลสเตอร์ ซิตี้, เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และอีกหลายสโมสร ซึ่งปัจจุบันผันตัวไปเป็นนักวิจารณ์บอล เขียนในคอลัมน์ของตัวเองในหนังสือพิมพ์ “เดลี่ มิร์เรอร์” ว่า แฟนบอลปีศาจแดงต้องเลิกจมปลักอยู่กับอดีตได้แล้ว และยอมรับความจริงว่า ปัจจุบัน ทีมของพวกเขาห่างไกลจากการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกมาก และทั้งแฟนๆ กับอดีตนักเตะของทีมต้องยอมรับว่า ตอนนี้แมนฯยูตามหลังคู่ปรับอย่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ห่างไกลมากๆ
ซาเวจระบุในข้อเขียนของตัวเองว่า หงส์แดงต้องใช้เวลาถึง 30 ปี กว่าจะสร้างทีมกลับมายิ่งใหญ่อย่างตอนนี้ ขณะที่แมนฯยูห่างแชมป์ลีกมา 7 ปีแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะเข้าใกล้แชมป์ในเร็วๆ นี้แต่อย่างใด การปลดโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ แล้วตั้งเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ หรือมัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ไม่ใช่คำตอบ เพราะพวกเขาก็ไม่สามารถปรับโฉมทีมในชั่วข้ามคืนได้เช่นกัน
สำหรับสาเหตุที่ซาเวจเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะพอล ปาร์กเกอร์ อดีตแข้งดังของแมนฯยูออกมาเปรียบเทียบสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ กองกลางดาวรุ่งของปีศาจแดงว่า เหมือนกับซาเวจสมัยก่อน ที่เอาแต่วิ่งไล่เตะชาวบ้าน ซึ่งซาเวจตอบโต้ว่า การเอาแม็คโทมิเนย์มาเปรียบกับตัวเองเป็นเรื่องไร้สาระมากๆ สมัยก่อนตนเล่นให้แมนฯยู แต่ดีไม่พอจะแทรกผู้เล่นกลุ่ม “คลาส ออฟ 92” ไปเป็นตัวจริงได้ ขณะที่แม็คโทมิเนย์ ถึงไม่ใช่นักเตะที่เร็ว หรือเทคนิคดีที่สุด แต่ก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าดีพอจะเป็นตัวจริงได้
ซาเวจบอกด้วยว่า เคารพในความเห็นของปาร์กเกอร์ แต่การที่เขาออกมาพูดแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการชี้นิ้วตำหนิว่านักเตะคนนั้นคนนี้เป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทีมฟอร์มไม่ดี อีกทั้งยังเป็นการชี้นำให้แฟนๆ คิดตามไปด้วย ทุกครั้งที่ทีมแพ้ แฟนบอลปีศาจแดงมักจะออกอาการหงุดหงิด เรียกร้องให้เปลี่ยนโค้ช แต่พอทีมทำได้ดีเวลาเจอกับทีมกลุ่มท็อปโฟร์ กลับไม่ออกมาพูดอะไรกันบ้าง ตนไม่อยากให้แมนฯยูกลายเป็นแบบเดียวกับอาร์เซน่อลซึ่งบรรยากาศในสนามช่วงท้ายการคุมทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ เป็นบรรยากาศที่แย่มากๆ และยังแย่ต่อเนื่องมาถึงยุคอูไน เอเมรี่อีกด้วย

