ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูโร 2016” ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อช่วงดึกของวันที่ 27 มิถุนายน เป็นการแข่งขันรอบ 16 ทีม คู่สุดท้ายเป็นการโคจรมาฟาดแข้งกันระหว่าง “สิงโตคำราม” อังกฤษ พบ ไอซ์แลนด์ ที่สต๊าด เดอ นีซ เมืองนีซ โดยอังกฤษผ่านเข้ามาถึงรอบนี้ด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มบี ขณะที่ไอซ์แลนด์ผ่านเข้ามาด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มเอฟ
สำหรับสถิติที่อังกฤษเคยพบกับไอซ์แลนด์ก่อนหน้านี้ 4 นัด ปรากฏว่า อังกฤษคว้าชัยได้ถึง 2 นัด และเสมอกัน 2 นัด อังกฤษยิงประตูได้ถึง 10 ประตู และเสียไปเพียง 3 ประตูเท่านั้น โดยนัดล่าสุดที่เคยเจอกันต้องย้อนกลับไปในเกมอุ่นเครื่อง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ปี 2004 ซึ่งอังกฤษเปิดรังเผาเครื่องถล่มไอซ์แลนด์ 6-1 ส่วนนัดนี้เป็นการเจอกันในแมตช์อย่างเป็นทางการครั้งแรกของทั้งสองทีมด้วย
เกมนี้ รอย ฮอดจ์สัน กุนซือรุ่นใหญ่ของทีมอังกฤษปรับทัพ 4 ตำแหน่งในระบบการเล่น 4-3-3 โดยส่งเวยน์ รูนี่ย์ สมวปลอกแขนกัปตันทีมลงมาคุมเกมในแดนกลาง รวมถึงส่ง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, เดเล่ อัลลี่ และแฮร์รี่ เคน ลงมาสร้างสรรค์เกมรุกรวมกับ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ส่วนนักเตะตัวจริงคนอื่น ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู โจ ฮาร์ต, ไคล์ วอล์กเกอร์, แกรี่ เคฮิลล์, คริส สมอลลิ่ง, แดนนี่ โรส, เอริค ดายเออร์
ขณะที่ ลาร์ส ลาเกอร์บัค โค้ชชาวสวีเดน และไฮเมียร์ ฮัลกริมส์สัน กุนซือคู่ของทัพไอซ์แลนด์ วางแผนการเล่นในระบบ 4-4-2 โดย 11 นักเตะตัวจริง ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู ฮานเนส ธอร์ ฮัลดอร์สสัน, เบียร์เกียร์ มาร์ แซวาร์สสัน, คารี่ อาร์นาสัน, แร็กนาร์ ซิกูร์ดส์สัน, อารี เฟรย์ สกูลาสัน, กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน, อารอน กุนนาร์สสัน (กัปตันทีม), โยฮันน์ เบิร์ก กุ๊ดมุนด์สัน, เบียร์เกียร์ บียาร์นาสัน, โคลเบน ซิกธอร์สสัน และยอน ดาดี้ โบดวาร์สสัน
เกมครึ่งแรกเริ่มได้ไม่ถึง 2 นาที อังกฤษได้ทักทายก่อนครั้งแรกจากแดเนียล สเตอร์ริดจ์ ทำชิ่งกับเดเล่ อัลลี่ แล้วลากบอลเข้าไปยิงบอลบดหลุดกรอบออกไป
นาทีที่ 3 อังกฤษได้ลูกจุดโทษจากจังหวะที่ราฮีม สเตอร์ลิ่ง โดนฮานเนส ธอร์ ฮัลดอร์สสัน นายทวารไอซ์แลนด์สกัดล้มลงไปในเขตโทษ ก่อนเป็นเวยน์ รูนี่ย์ สังหารไม่พลาดให้ทีมขึ้นนำ 1-0


แต่นาทีที่ 6 ไอซ์แลนด์ไล่ตีเสมออย่างรวดเร็ว 1-1 คารี่ อาร์นาสันโหม่งบอลต่อให้แร็กนาร์ ซิกูร์ดส์สันพุ่งเข้าชาร์จบอลตุงตาข่าย

จากนั้นเข้าสู่นาทีที่ 15 อังกฤษพับสนามบุกหนักจนได้โอกาสส่องไกยิงถึง 2 ครั้งจากเดเล่ อัลลี่ และแฮร์รี่ เคน แต่บอลเหินข้ามคานออกไปทั้ง 2 ครั้ง
แต่นาทีที่ 18 ไอซ์แลนด์ซัดประตูแซงนำ 2-1 จากโคลเบน ซิกธอร์สสัน โยกบอลหนีแนวรับและตะบันด้วยเท้าขวา โจ ฮาร์ต นายด่านอังกฤษพยายามพุ่งปัดบอล แต่โดนไม่เต็มมือ ทำให้บอลไหลเข้าประตูไป

นาทีที่ 28 อังกฤษเกือบได้ประตูตีเสมอจากจังหวะที่แดเนียล สเตอร์ริดจ์ตักบอลเข้าไปให้แฮร์รี่ เคนเอี้ยวตัววอลเลย์ด้วยเท้าขวา แต่ไปติดเซฟฮานเนส ธอร์ ฮัลดอร์สสัน
นาทีที่ 43 แดเนียล สเตอร์ริดจ์ลักไก่หลอกยิงไกลนอกกรอบเขตโทษ แต่ฮานเนส ธอร์ ฮัลดอร์สสัน ยังถอยตัวไปรับเอาไว้ได้ทัน
จบครึ่งแรกไอซ์แลนด์พลิกนำอังกฤษ 2-1
ครึ่งหลัง รอย ฮอดจ์สัน กุนซือขรัวเฒ่าทัพสิงโตคำรามปรับแก้เกมรุกด้วยการส่งแจ๊ค วิลเชียร์ ลงมาทำเกมแดนกลางแทนเอริค ดายเออร์
นาทีที่ 50 แจ๊ค วิลเชียร์ วางบอลยาวเข้าไปลุ้นในเขตโทษให้แฮร์รี่ เคนขึ้นโขกบอลไปเข้าซองนายด่านไอซ์แลนด์รับเอาไว้ได้
นาทีที่ 55 ไอซ์แลนด์ได้ลุ้นประตูจากลูกเตะมุม โคลเบน ซิกธอร์สสันโหม่งบอลชงให้แร็กนาร์ ซิกูร์ดส์สันลอยตัวจักรยานอากาศซัดบอลไปติดเซฟโจ ฮาร์ต
นาทีที่ 60 ไคล์ วอล์กเกอร์ แบ๊กขวาอังกฤษโยนบอลเข้าไปให้ เดเล่ อัลลี่ ได้โอกาสง้างเท้าซัดในเขตโทษ แต่บอลข้ามคานออกไป
นาทีที่ 70 อังกฤษเติมเกมรุกด้วยการส่งเจมี่ วาร์ดี้ ลงมาเล่นแทนราฮีม สเตอร์ลิ่ง
จากนั้นแข้งสิงโตพยายามโหมบุกอย่างหนักหวังทวงประตูตีเสมอ แต่จังหวะการต่อบอลยังขาดๆ เกินๆ และไม่มีโอกาสจบสกอร์
นาทีที่ 79 แจ๊ค วิลเชียร์ตักบอลเข้าเขตโทษให้แฮร์รี่ เคนขึ้นโขกบอลไปตรงตัวฮานเนส ธอร์ ฮัลดอร์สสัน
นาทีที่ 83 ไอซ์แลนด์เน้นเกมรับแล้วหาโอกาสบุกสวนกลับได้ลุ้นจากอารอน กุนนาร์สสัน หลุดเข้าไปยิงในเขตโทษ แต่ยังไม่ผ่านมาโจ ฮาร์ต
จังหวะสุดท้ายแฮร์รี่ เคนโยนลูกเตะมุมเข้าไปให้คริส สมอลลิ่งโหม่งบอลออกหลังไป ทำให้จบเกมไอซ์แลนด์ช็อกโลกเอาชนะอังกฤษ 2-1 สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบ 8ทีมสุดท้ายได้สำเร็จเข้าไปพบกับเจ้าภาพ “ตราไก่” ฝรั่งเศส ในคืนวันที่ 3 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย 02.00 น.



