ฟุตบอล เมเจอร์ลีก สหรัฐอเมริกา หรือเอ็มแอลเอส ฉลองครบรอบ 25 ปี ในการก่อตั้งลีกในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่น่าเชื่อว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ เอ็มแอลเอสเกือบจะไปไม่รอด ซึ่งถ้าคีย์แมนผู้ดูแลลีกไม่ประคองจนอยู่รอดมาได้ คงไม่ได้เห็นนักเตะระดับ เดวิด เบ๊คแฮม, สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด, เธียร์รี่ อองรี, กาก้า, อันเดรีย ปิร์โล่, เวย์น รูนี่ย์ หรือ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แน่ๆ
เอ็มแอลเอสก่อตั้งมเมื่อปี 1993 เพราะช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาได้สิทธิเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1994 แต่เริ่มแข่งขันอย่างเป็นทางการในปี 1996 แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะฟุตบอลหรือซอคเกอร์ที่ชาวอเมริกันเรียก ไม่ได้เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมนัก

ดอน การ์เบอร์ ประธานจัดการแข่งขันเอ็มแอลเอส บอกว่า เมื่อปี 2001 ลีกฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือเกือบจะล่มสลายไปแล้ว เพราะติดหนี้มหาศาล วันนั้นจึงทุ่มหมดหน้าตักเพื่อลุ้นเฮือกสุดท้ายว่าอยู่รอดหรือต้องล้มลีก โชคดีที่มันรอดพ้นขีดอันตรายและเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้
ซอคเกอร์ในสหรัฐอเมริกา เดิมทีเล่นในสนามอเมริกันฟุตบอล ที่มีความจุต่ำๆ ก็ 30,000 ที่นั่ง ไปจนถึงกว่า 100,000 ที่นั่ง จำนวนแฟนบอลเฉลี่ยที่เข้าไปดูเกมเอ็มแอลเอส ในฤดูกาล 2001 ฤดูกาลปกติอยู่ที่ 17,406 คน เมื่อเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ ลดลงเหลือ 14,961 คน เมื่อเข้าสู่รอบ 6 ทีมสุดท้ายที่จะตัดสินหาแชมป์ เหลือ 10,000 คน เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากอเมริกันชนมากนัก
เอาจริงๆ ในช่วงแรกของการตั้งลีก มี 10 ทีมลงเตะ 6 ทีมเป็นของ ฟิล อันชูตซ์ อีก 3 ทีมเป็นของ ลามาร์ ฮันต์ และ 1 ทีมที่เหลือ โรเบิร์ต คราฟต์ สามมหาเศรษฐีครอบครองอยู่ โดยมีการ์เบอร์ รองประธานอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล ลาออกมาพัฒนาเอ็มแอลเอสโดยเฉพาะ
“ตอนนั้นผมทุ่มเททุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของเอ็มแอลเอส ผมยังหนุ่มยังแน่นและไม่มีอะไรจะเสีย ผมเกลียดความพ่ายแพ้ และคนรอบข้างก็ไม่มีใครอยากแพ้ด้วย” การ์เบอร์กล่าว

หลังจากนั้น 6 ปี เอ็มแอลเอสก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งการมาของซุปเปอร์สตาร์ที่ชื่อ เดวิด เบ๊คแฮม สู่ แอลเอ แกแล็กซี่
คริส ไคลน์ ประธานสโมสรแอลเอ แกแล็กซี่ ที่เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของเบ๊คส์ตั้งแต่ปี 2007 กล่าวว่า การมาของเบ๊คแฮมและประสบความสำเร็จคว้าแชมป์เมเจอร์ลีกได้ 2 สมัย เป็นจุดเริ่มต้นของการดึงดูดนักเตะชื่อดังมาเล่นในสหรัฐอมเริกา อองรี, รูนี่ย์, ซลาตัน, เจอร์ราร์ด ตามมาเรื่อยๆ ทำให้เอ็มแอลเอสกลายเป็นที่สนใจของแฟนบอลทั่วโลก
การ์เบอร์เรียกช่วงเวลาที่มีเบ๊คแฮมในเมเจอร์ลีกว่า “เบ๊คแฮม 1.0” เพราะเขาทำให้ลีกที่เกือบไปไม่รอดมีความมั่นใจมากขึ้น หลังจากนั้นลีกก็เติบโตจาก 10 ทีม เป็น 19 ทีม ในปี 2012 ซึ่งเป็นซีซั่นสุดท้ายที่เบ๊คแฮมอยู่กับแอลเอ แกแล็กซี่

ปี 2020 เมเจอร์ลีกมีทั้งหมด 26 ทีม และเบ๊คแฮมก็เป็นหนึ่งในเจ้าของทีมที่ตั้งขึ้นมาใหม่อย่างอินเตอร์ ไมอามี ซึ่งการ์เบอร์ขนานนามว่า เป็นช่วง “เบ๊คแฮม 2.0” นอกจากนั้นยังมี แนชวิลล์ เอสซี ที่มี เอียน อายร์ อดีตซีอีโอของ ลิเวอร์พูล เข้ามาบริหารสโมสรน้องใหม่ของเมเจอร์ลีก
ฤดูกาล 2020 นอกจากจะมีการเพิ่มทีมเข้ามา ยังมีนักเตะชื่อดังอย่าง ฮาเวียร์ “ชิชาริโต้” เอร์นันเดซ อดีตกองหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาล่าตาข่ายกับแอลเอ แกแล็กซี่ ซึ่งน่าจะเป็นนักเตะที่แฟนบอลรู้จักมากที่สุดที่มาเล่นในสหรัฐอเมริกาในฤดูกาลนี้ และในอีก 2 ปีหลังจากนี้จะมีสโมสรเข้ามาเพิ่มอีก 4 สโมสร มีสนามแข่งขันใหม่เพิ่มอีก 7 สนาม
การ์เบอร์ยืนยันว่า เมเจอร์ลีกจะกลายเป็นลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดติด 1 ใน 5 ของโลก ในะระยะเวลาอีก 10 ปีหลังจากนี้

เบ๊คแฮมนับเป็นคนสำคัญที่เขย่าเมเจอร์ลีกให้ได้รับความสนใจก็จริง แต่การสร้างความสำเร็จให้กับสโมสรน้องใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ใช่แค่เงินทุน และประสบการณ์ในการการเล่นฟุตบอลเท่านั้น ความเป็นมืออาชีพในการบริหารธุรกิจ รวมทั้งนักเตะในทีมที่จะให้โค้ชใช้งานด้วย ซึ่งเบ๊คส์คงต้องหาซุปเปอร์สตาร์มาเรียกความนิยมให้กับสโมสรตัวเอง เหมือนวันที่แอลเอ แกแล็กซี่ ดึงเขามาสร้างชื่อนั่นเอง
ชื่อของเบ๊คแฮมกับเมเจอร์ลีกลายเป็นของคู่กันไปแล้ว น่าสนใจว่ายุคเบ๊คแฮม 2.0 จะสร้างความประทับใจให้แฟนบอลขนาดไหน จะดีเท่ายุค 1.0 หรือไม่ คงต้องให้เวลาและผลงานตอบคำถามทั้งหมด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

