จากกรณีที่คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ชุดเก่าที่มี พล.ต.โอสถ ภาวิไล เป็นนายกสมาคมไม่ยอมส่งมอบงานให้คณะกรรมการชุดใหม่ที่มีนายชูเกียรติ สิงห์สูง เป็นนายกสมาคมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยให้เหตุผลว่าการเลือกตั้งในวันดังกล่าวมีการใช้เอกสารปลอม และผิดข้อบังคับของสมาคม ทำให้เกิดการทะเลาะกันอย่างโกลาหลนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ที่ทำการสมาคมกีฬาคนพิการฯ พล.ต.โอสถเปิดเผยว่า จากการทำงานมากว่า 21 ปี ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งแต่อย่างใด เพียงแต่เห็นการกระทำที่ผิด จึงอยากทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับของสมาคม เพื่อที่จะได้เป็นบทเรียน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ได้มีการยื่นขออุทธรณ์ให้ระงับการจดทะเบียนของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) แต่จนกระทั่งวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมาได้มีการยื่นหนังสือเพื่อขอทราบผลอุทธรณ์ไปที่ กกท. และ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา แต่ก็ยังไม่มีเรื่องดังกล่าวถูกนำเข้าไปประชุมในคณะกรรมการบริหาร กกท.แต่อย่างใด จึงทำให้ต้องชะลอการส่งมอบหน้าที่ออกไปก่อน
“การตัดสินของผู้ว่าการ กกท.ไม่ยุติธรรม เพราะไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาเพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ยังไม่มีมารยาท ทำงานข้ามหน้าข้ามตา ด้วยการนำเอาหนังสือจดทะเบียนไปเปลี่ยนชื่อบัญชีในธนาคาร ทำให้ตอนนี้ไม่มีใครสามารถเบิกเงินออกมาได้ เบี้ยเลี้ยงของนักกีฬาตนก็ได้ทำหนังสือเบิกไปยัง กกท.แล้ว แต่ถูกตีกลับมาเพราะบอกว่าคณะกรรมการบริหารชุดเก่าหมดอำนาจ ทั้งๆ ที่เป็นการส่งเอกสารก่อนวันที่ 21 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันมอบงาน สิ่งเหล่านี้ผู้บริหาร กกท.ต้องใส่ใจบ้าง เพราะมันจะก่อให้เกิดความเสียหาย” พล.ต.โอสถกล่าว
พล.ต.โอสถกล่าวอีกว่า หากไม่มีการฟ้องร้องต่อศาลก็จะกลายเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และตอนนี้ก็ได้มีการนำเรื่องฟ้องร้องไว้ที่ศาลแพ่งแล้ว แต่กว่าจะมีการวินิจฉัยคงอีกหลายเดือน ขณะที่การเตรียมนักกีฬาสำหรับเข้าแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ ที่ประเทศบราซิลนั้นเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ไม่เกี่ยวข้องกับสมาคม ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่มีผลต่อการเตรียมนักกีฬาแน่นอน ส่วนเรื่องเบี้ยเลี้ยงที่ผ่านมาสามารถเบิกจ่ายได้ตามปกติ เหลือเพียงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ต้องรอให้พ้นเดือนก่อนจึงจะสามารถเบิกได้ตามปกติ

