สร้างความสุขให้กับคนไทยได้สดชื่นยามเช้ากันทั่วประเทศ เมื่อทัพนักกีฬาไทยประเดิมคว้าเหรียญทองในโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่ประเทศบราซิล ได้ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันแรกที่มีการชิงเหรียญทองกันเลยทีเดียว จาก “แนน” โสภิตา ธนสาร นักกีฬายกน้ำหนักรุ่น 48 กก.หญิง ถือว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นไว และมีส่วนช่วยสร้างกำลังใจให้นักกีฬาคนที่เหลืออย่างมาก
โสภิตาในวัย 22 ปี เป็นจอมพลังสาวไทยคนที่ 4 สามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ได้ต่อจาก ปวีณา ทองสุก, อุดมพร พลศักดิ์ และประภาวดี เจริญรัตนธารากุล
นักยกเหล็กจากชุมพรเกิดในครอบครัวนักมวย มีพ่อ สุรศักดิ์ ธนสาร เป็นนักมวย และเธอก็เอาดีทางด้านนี้ตามรอยพ่อ ก่อนชีวิตจะพลิกผันเพราะเข้ามาเรียนที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร แต่กลับไม่มีทีมมวยหญิงที่นั่น จึงต้องหันไปลองเล่นยกน้ำหนักตามพี่สาว และฝึกฝนตัวเองจนมาติดทีมชาติครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2553 ผลงานที่น่าสนใจเคยคว้า 3 เหรียญทองเยาวชนชิงแชมป์เอเชีย พ.ศ.2557 และ 3 เหรียญเงินในการแข่งขันเยาวชนชิงแชมป์โลก เมื่อปี พ.ศ.2557 มาแล้ว
การติดทีมชาติของแนน ทำให้จอมพลังคนนี้ต้องมาเข้าค่ายเก็บตัวกับสมาคมกีฬายกน้ำหนักแห่งประเทศไทยฯตลอด ซึ่งพ่อก็ไม่ค่อยอยากให้ลูกเข้าไปอยู่ที่ค่าย แต่แนนยืนยันว่านี่คือสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้ว
“แนนบอกพ่อไปว่ายกน้ำหนักเป็นอนาคตของลูก อยากให้พ่อเชื่อมั่น จริงๆ พ่อเป็นคนหวงแนนมาก ท่านไม่อยากให้ไปอยู่ที่ค่าย แต่เมื่อยืนยันแล้ว พ่อก็ตามใจ”
น่าเสียดายที่พ่อสุรศักดิ์ไม่ได้เห็นความสำเร็จของลูกในวันนี้ เพราะท่านได้เสียชีวิตไปแล้วสักระยะหนึ่ง
ฮีโร่สาวไทยคนล่าสุดพูดถึงพ่อทั้งน้ำตาว่า “เสียดายที่พ่อไม่ได้เห็นความสำเร็จของลูกในวันนี้ แต่ถ้าพ่อยังอยู่และรับรู้ได้ อยากจะบอกว่าแนนทำได้แล้วนะ พ่อไม่ต้องห่วง หลังจากนี้แนนจะเป็นเสาหลักให้ที่บ้าน ดูแลแม่และน้องอีก 2 คนเอง”
ด้าน ดร.สิริลักษณ์ ทัดมั่น โค้ชคนแรกและเป็นครูที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพพูดถึงลูกศิษย์คนเก่งว่า แรกๆ ยอมรับว่ามองว่าเด็กคนนี้ไม่มีแววในกีฬายกน้ำหนัก เพราะตัวเล็กมาก ยังไม่มีพื้นฐาน แต่เมื่อลองให้ฝึกแล้ว เห็นความมุ่งมั่นและตั้งใจ รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เป็นคนเชื่อฟังคำสั่ง
โค้ชเล่าต่อว่า ในช่วงหนึ่งแนนเคยลงแข่งในรุ่น 52 กก. แต่ดูแล้วว่าถ้าเล่นรุ่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็คงจะไปไม่ถึงไหน ก็เลยให้ปรับไปแข่งในรุ่น 44 กก. และต้องลดน้ำหนักหลายกิโล แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเป็นเด็กที่ฟังอาจารย์ แนนลดน้ำหนักลงและเดินหน้าหาความสำเร็จมาเรื่อยๆ จนถึงโอลิมปิกครั้งนี้
แนนยอมรับว่าความสำเร็จครั้งนี้มาไวกว่าที่คิดไว้มาก เพราะก่อนหน้านี้ตั้งเป้ากับชีวิตไว้ว่าขอให้ได้ไปแข่งโอลิมปิก
สำหรับอนาคตของตัวเองก็ยังคงเดินหน้าเล่นยกน้ำหนักต่อไป แต่ก็อยากจะรับราชการทหารบก เนื่องจากเป็นอาชีพที่มั่นคง ถึงแม้จะได้เงินอัดฉีดจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติก้อนโต 10 ล้านบาท และเงินอัดฉีดจากภาคเอกชนอีกกองโต แต่แนนมองว่าการมีงานประจำทำที่มั่นคงจะทำให้ชีวิตเป็นปึกแผ่นมากกว่า
หลังที่ได้เหรียญทองมาคล้องคอ โสภิตาพูดประโยคแรกๆ เลยว่า อยากจะถวายเหรียญแห่งความสำเร็จนี้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มิ่งขวัญของคนไทย และขอขอบคุณกำลังใจจากทุกคนที่ส่งมาให้ ถ้าไม่มีแรงเชียร์แรงใจก็คงไม่ง่ายที่จะประสบความสำเร็จได้
หน้าที่ของโสภิตา ธนสาร ในโอลิมปิกเกมส์ 2016 ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หลังจากที่เครื่องบินแตะรันเวย์ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชีวิตของฮีโร่คนนี้จะเปลี่ยนจากนักยกน้ำหนักที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก เป็นคนของประชาชน เธอจะได้รับรางวัลมากมาย ถูกห้อมล้อม และมีคนสนใจอีกมากตามกระแสโอลิมปิกฟีเวอร์
สิ่งที่ฮีโร่คนใหม่ต้องและควรทำ คือ การประคองตัวเองให้เป็นตัวเองก่อนประสบความสำเร็จ เพื่อจะรักษาแชมป์และความยิ่งใหญ่ที่สร้างมานับ 10 ปีด้วยกีฬายกน้ำหนัก
แต่หน้าที่ของกองเชียร์ชาวไทยยังไม่จบแค่นี้ เพราะยังมีนักกีฬาที่สู้ศึกโอลิมปิกเกมส์อีกหลายสิบคน โอกาสจะได้เห็นฮีโร่หน้าเก่าและหน้าใหม่เกิดขึ้นยังมีให้ติดตามกันอีกยาวๆ
มีการคาดการณ์ว่าโอลิมปิกครั้งนี้นักกีฬาไทยจะได้เหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แล้วมารอเฮดังๆ กันเรื่อยๆ จนกว่าจะมีพิธีปิดการแข่งขันในวันที่ 21 สิงหาคมนี้กันดีกว่า

