นายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการเตรียมนักกีฬาไทย เปิดเผยว่าตามที่ทัพนักกีฬาทีมชาติไทยสามารถคว้าโควต้าเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ฤดูร้อน ครั้งที่ 31 “รีโอเกมส์ 2016” ที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล มากเป็นประวัติศาสตร์ 54 คน ถือเป็นความสำเร็จของนักกีฬาไทยอย่างมาก โดย กกท.เชื่อมั่นว่าเป็นผลพวงจากการวางแผนการเก็บตัวฝึกซ้อมและส่งแข่งขันเพื่อลุ้นโควต้าที่ กกท.ร่วมกันทำแผนงานกับสมาคมกีฬาระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจบเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่ประเทศเกาหลีใต้ นักกีฬาไทยได้เก็บตัวต่อเนื่องเพื่อสู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์ และหลังซีเกมส์นักกีฬาที่ลุ้นโควต้าโอลิมปิกเกมส์ 2016 ก็ได้ฟิตซ้อมต่อเนื่องทันทีเช่นกัน
นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า โอลิมปิกเกมส์ 2016 เป็นการแข่งขันที่นักกีฬาไทยมีความพร้อมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งระยะเวลาฟิตซ้อม งบประมาณ และการนำเอาวิทยาศาสตร์การกีฬาเต็มรูปแบบมาใช้ โดยจะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มาใช้มีครบทั้งเรื่องการสร้างกล้ามเนื้อ หลักโภชนาการ และชีวกลศาสตร์ในเรื่องการวิเคราะห์เทคนิคของแต่ละกีฬา
“เห็นได้ชัดว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาสำคัญมาก หลายประเทศที่พัฒนาเรื่องของกีฬานำมาใช้กันหมด ซึ่งของไทยเองถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไทยมาถูกทางแล้ว ผมเชื่อมั่นสูงว่าด้วยการเตรียมนักกีฬาที่เป็นระบบของไทยจะทำให้คว้าเหรียญทองได้อีกอย่างแน่นอน” นายณัฐวุฒิกล่าว
รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้การปรับหลักเกณฑ์กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติในการเพิ่มเงินรางวัลจากความสำเร็จในโอลิมปิกเกมส์จากเดิม เหรียญทอง 10 ล้านบาท / เหรียญเงิน 6 ล้านบาท /เหรียญทองแดง 4 ล้านบาท เป็นเกณฑ์ใหม่ เหรียญทอง 12 ล้านบาท / เหรียญเงิน 7.2 ล้านบาท / เหรียญทองแดง 5 ล้านบาท อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายคือ การพิจารณาของกระทรวงการคลัง โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เห็นชอบอนุมัติในหลักการเรียบร้อยแล้ว คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใดและจะใช้ได้ทันทีในโอลิมปิกเกมส์ 2016
“ขณะนี้เงินกองทุนฯ มีงบประมาณอยู่ 2.9 พันล้านบาท ซึ่งมากเพียงพอต่อการดำเนินงานในหลายๆ ส่วนหลังจบโอลิมปิกเกมส์ทั้งเรื่องการพัฒนานักกีฬาสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาจังหวัด ตอนนี้ทุกสมาคมเชื่อมั่นว่าจะไม่มีปัญหางบประมาณอีกต่อไป ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับสมาคมกีฬาทุกสมาคมว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้มากน้อยเพียงใด” รองผู้ว่าการ กกท.กล่าวทิ้งท้าย

