ยกน้ำหนัก จัดเป็นหนึ่งชนิดกีฬาที่ไม่เคยทำให้คนไทยต้องผิดหวัง สามารถคว้าเหรียญในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติอย่าง “โอลิมปิกเกมส์” ได้อย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่โอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ไทยเริ่มเปิดศักราชเหรียญแรกของกีฬายกน้ำหนัก จาก เกษราภรณ์ สุตา ซึ่งคว้าเหรียญทองแดงในรุ่น 58 กิโลกรัมหญิงมาครอง เป็นนักกีฬาหญิงคนแรกที่คว้าเหรียญรางวัลให้กับประเทศไทยอีกด้วย
จากนั้น 4 ปีต่อมา ที่ “เอเธนส์เกมส์” กีฬายกน้ำหนักก็สร้างความสุขให้กับคนไทย ด้วยการคว้าถึง 2 เหรียญทอง จาก “อร” อุดมพร พลศักดิ์ รุ่น 53 กิโลกรัมหญิง และ “ไก่” ปวีณา ทองสุก รุ่น 75 กิโลกรัมหญิง กับอีก 2 ทองแดง จาก อารีย์ วิรัฐถาวร รุ่น 48 กิโลกรัมหญิง และ วันดี คำเอี่ยม รุ่น 58 กิโลกรัมหญิง
ก่อนที่ในโอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จะเป็นอีกครั้งที่จอมพลังไทย สามารถคว้าเหรียญทองกลับมาฝากคนไทยได้ จาก “เก๋” ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล ในรุ่น 53 กิโลกรัมหญิง
แม้ว่าในอีก 4 ปีให้หลัง จะเป็นกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ซึ่งแฟนกีฬาชาวไทยอาจจะไม่อยากจำเท่าไหร่นัก เพราะทัพนักกีฬาไทยไม่สามารถคว้าเหรียญทองกลับมาได้ แต่กีฬายกน้ำหนัก ก็ยังคงรักษามาตรฐานในการมีเหรียญกลับมา จากเหรียญเงินในรุ่น 58 กิโลกรัมหญิง ของ “แต้ว” พิมศิริ ศิริแก้ว

จนมาถึงครั้งล่าสุดนี้อย่าง “รีโอเกมส์” เพียงแค่เริ่มเปิดฉากชิงเหรียญทองอย่างเป็นทางการวันแรก คนไทยก็ได้เฮกันทั้งประเทศ หลังจาก “น้องแนน” โสภิตา ธนสาร จอมพลังสาววัย 22 ปี จากชุมพร ประเดิมคว้าเหรียญทองให้กับทัพนักกีฬาไทยได้ทันที จากกีฬายกน้ำหนัก ในรุ่น 48 กิโลกรัมหญิง
ก่อนที่ “ดุ่ย” สินธุ์เพชร์ กรวยทอง นักยกเหล็กดาวรุ่ง จะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาชายคนแรกซึ่งคว้าเหรียญรางวัลในโอลิมปิกเกมส์ให้กับทัพยกน้ำหนักไทย หลังคว้าเหรียญทองแดงมาฝากคนไทยได้อีกหนึ่งเหรียญ
หากถามว่า ทำไมกีฬายกน้ำหนักนั้นถึงได้กลายเป็นกีฬาที่ไม่เคยทำให้คนไทยผิดหวังนั้น “น้องอร” เหรียญทองยกน้ำหนักคนแรกของไทย เจ้าของวลีเด็ด “สู้โว้ย!” บอกว่า ก่อนหน้านี้ กีฬายกน้ำหนักเป็นกีฬาที่แทบจะไม่มีคนรู้จักเลย และไม่ได้เป็นกีฬาความหวังของคนไทยด้วย กระทั่ง พล.อ.ชัยณรงค์ หนุนภักดี นายกสมาคมกีฬายกน้ำหนักแห่งประเทศไทยคนที่ 6 ริเริ่มในการวางแผนเก็บตัวฝึกซ้อม เมื่อร่วม 20 ปีก่อน พร้อมกับตั้งความหวังว่าไทยจะต้องสามารถคว้าเหรียญในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ให้ได้ เพื่อปลุกกระแสกีฬายกน้ำหนัก ให้บูมขึ้นมาในเมืองไทยเหมือนเช่นที่กีฬามวยทำได้
“สมาคมมีการประสานงานต่างๆ ส่งผ่านความฝันของกันและกันมาอย่างต่อเนื่อง ผลักดันสร้างนักกีฬาใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนกันได้อยู่ตลอด อีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญเลยก็คือการจัดการที่ดี แม้ว่าจะเป็นกีฬาที่เล่นด้วยตัวคนเดียว แต่อยู่ร่วมกันเป็นทีม เหมือนเป็นครอบครัว คอยดูแลช่วยเหลือตลอด ทำให้กลายเป็นทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง”

ข้อด้อยอย่างเดียวของสมาคมนี้ คือขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี ทำให้เป็นกีฬาที่คนทั่วไปยังไม่รู้จักมากนัก หากไม่ใช่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ อย่างโอลิมปิกเกมส์ ทั้งที่จริงๆ แล้วในเวทีระดับโลกอย่างชิงแชมป์โลก หรือว่าชิงแชมป์เอเชีย ก็สามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ตลอด แต่คนมักจะไปสนใจกีฬาชนิดอื่นมากกว่า
“ส่วนอนาคตนั้นอยากให้มีการบูรณาการในเรื่องของการเก็บตัว สร้างรุ่นน้องใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน วางแผนในระยะยาว เพื่อสร้างผลงานให้กับสมาคมและประเทศชาติต่อไป” น้องอรสรุป
อีกหนึ่งส่วนสำคัญซึ่งทำให้นักกีฬายกน้ำหนักพัฒนาขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง คือการนำโค้ชชาวจีนเข้ามาวางระบบการฝึกซ้อมต่างๆ จนกลายเป็นการพัฒนาให้นักยกน้ำหนักของไทยก้าวขึ้นมาเป็นระดับโลกอย่างทุกวันนี้
นอกจากนี้ ยังต้องยกความดีให้กับ “เสธ.ยอด” พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย กับ “เจ๊บุษ” นางบุษบา ยอดบางเตย นายกกิตติมศักดิ์และนายกสมาคมกีฬายกน้ำหนักแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งผลักดันให้อดีตนักกีฬาเรียนรู้เรื่องการเป็นโค้ช จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้ฝึกสอน อย่างเช่น อภิญญา ภาคสุโพธิ์ หรือ อารีย์ วิรัฐถาวร โดยเฉพาะรายหลังที่ล่าสุดมีส่วนช่วยพา “น้องแนน” คว้าเหรียญทองได้สำเร็จ
ถึงจะได้มาแล้ว 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญทองแดง แต่เชื่อว่าทัพยกน้ำหนักไทยยังไม่หยุดโกยเหรียญอย่างแน่นอน เพราะยังเหลือนักกีฬาอีกหลายคนที่พร้อมจะลงลุ้น
อีกทั้งการได้เหรียญทองเร็วตั้งแต่ต้นการแข่งขันยังช่วยสร้างกำลังใจและลดแรงกดดันให้กับนักกีฬาซึ่งจะแข่งตามมาในช่วงหลัง ถือเป็นการเปิดหัวอันยอดเยี่ยม ซึ่งอาจจะกลายเป็นการโกยเหรียญครั้งประวัติศาสตร์ของทัพไทยในโอลิมปิกเกมส์ก็เป็นได้

