ส่อโดนแบน! ‘เอฟเอ’ ตั้งข้อหา ‘คาวานี่’ ปมโพสต์ไอจีส่อเหยียดผิว – ‘แมนฯยู’ โร่แถลงทันควัน
เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ตั้งข้อหาเกี่ยวกับการโพสต์โซเชียลมีเดียเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา
คาวานี่ กลายเป็นฮีโร่ หลังทำคนเดียว 2 ประตูช่วยให้ปีศาจแดงพลิกนรกแซงชนะ “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตัน 3-2 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เซนต์ แมรี่ สเตเดียม เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
โดยหลังจบเกมดังกล่าว คาวานี่ โพสต์ไอจีสตอรี่ตอบเพื่อนที่แสดงความยินดีด้วยคำพูดที่ว่า “Gracias negrito” ซึ่งเป็นคำที่อ้างอิงถึงสีผิว เนื่องจากแปลตรงๆ ได้ว่า “ขอบใจ เจ้าดำ” ก่อนที่จะลบทิ้งในเวลาต่อมา จากนั้นคาวานี่ได้ออกมาขอโทษ และชี้แจงว่าคำดังกล่าวเป็นแค่การทักทายประสาเพื่อนสนิท ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ใครรู้สึกไม่ดีแม้แต่น้อย ยืนยันหนักแน่นว่า ตนต่อต้านการเหยียดผิว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เอฟเอ ได้ออกมาตั้งข้อหาคาวานี่ โดยระบุว่าเข้าข่ายละเมิดกฎข้อ E3 ว่าโพสต์ของแข้งอุรุกวัยนั้น “ดูหมิ่นและ / หรือเหยียดหยามและ / หรือไม่เหมาะสมและ / หรือทำให้เกมการแข่งขันนั้นเสียชื่อเสียง
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวหาเพิ่มเติมว่า โพสต์ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎของเอฟเอ ข้อ E3.2 เนื่องจากมีการอ้างอิงถึงสีและ / หรือเชื้อชาติและ / หรือชาติพันธุ์โดยชัดแจ้งหรือโดยนัย
ทั้งนี้ คาวานี่ มีเวลาตอบสนองและรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวจนถึงวันที่ 4 มกราคม 2021
ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ด ต้นสังกัดนักเตะออกแถลงการณ์ต่อการตั้งข้อหานี้ โดนยืนยันว่า สโมสรและนักเตะทุกคนยืนหยัดในการต่อต้านการเหยียดผิว และย้ำว่าโพสต์เจ้าปัญหานั้นไม่ได้มีเจตนาในทางที่ไม่ดีแต่อย่างใด ซึ่งนักเตะได้ลบและแถลงขอโทษทันทีที่ทราบว่าข้อความของเขานั้นอาจถูกนำไปตีความในทางอื่น
“นักเตะและสโมสรจะพิจารณาข้อกล่าวหาและตอบสนองไปยังเอฟเอต่อไป” แมนฯยู ระบุในแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ของสโมสร
ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์ว่า คาวานี่มีโอกาสถูกแบนตามกฎของเอฟเอ ซึ่งระบุว่า ถ้าพบว่านักเตะคนใดมีความผิดฐานแสดงออกเชิงเหยียดผิว จะมีโทษแบนอย่างน้อย 3 นัด
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
– งานเข้า! เอดินสัน คาวานี่ ส่อโดนเอฟเอสอบสวน หลังโพสต์ข้อความเชิงส่อเหยียด
– ‘คาวานี่’ ขอโทษโพสต์หมิ่นเหม่เหยียดผิว แต่ยังลุ้นให้รอดโทษแบน 3 นัด
A club statement in response to the FA misconduct charge for @ECavaniOfficial.#MUFC
— Manchester United (@ManUtd) December 17, 2020

