‘เชลซี’ ของ ‘แลมพาร์ด’ เมื่อความรวยไม่ได้การันตีแชมป์!
“สิงห์บลู” เชลซี สโมสรยอดทีมพรีเมียร์ลีก อังกฤษจากกรุงลอนดอนที่ในฤดูกาลนี้สโมสรทุ่มเงินจำนวนมหาศาล ราว 200 ล้านปอนด์ คว้าสตาร์ดังจากยอดทีมในยุโรป ด้วยเงินลงทุนจำนวนเหล่านี้
ผลการทุ่มเม็ดเงินดังกล่าวทำให้แฟนบอลสิงห์บลู ต่างเฝ้ารอรับชมฟอร์มการเล่นของพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ…
สื่อหลายๆ สำนักต่างก็ยกให้เชลซีเป็นทีมเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ที่เชลซีได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ต้องย้อนไปถึง 3 ซีซั่น คือในฤดูกาล 2016-2017 ที่มี อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลียน คุมทัพ ณ เวลานั้น ที่สำคัญคอนเต้มาคุมทีมฤดูกาลแรกก็เป็นแชมป์ลีกได้ทันที
ถ้าย้อนดูการแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 ฤดูกาลหลังสุด “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ผลัดกันเข้าป้ายเป็นที่ 1 และที่ 2 ใน 3 ฤดูกาลหลังสุด

ส่วนฤดูกาลที่แล้ว เชลซีจบอันดับที่ 4 มีคะแนนตามหลังลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก ถึง 33 คะแนน นับเป็นช่องว่างที่ห่างมากกว่าที่เคยเห็นในยุคหลัง
อย่างไรก็ตามในฤดูกาลก่อนลูกทีมของ แฟรงก์ แลมพาร์ด เน้นใช้ผู้เล่นดาวรุ่ง เนื่องจากสโมสรถูกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) ลงโทษห้ามซื้อนักเตะ เนื่องจากซื้อนักเตะเยาวชนผิดกฎ ส่งผลให้แลมพาร์ดที่เข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรก ต้องเน้นไปที่การใช้งนักเตะที่มีอยู่รวมทั้งดันดาวรุ่งขึ้นมาเสริมทีม ในช่วงที่สโมสรไม่สามารถซื้อใครมาร่วมทีมได้เลย
ตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แลมพาร์ดและบอร์ดบริหารเชลซี ไล่จับสตาร์ดังจากยอดทีมในยุโรป เสริมทัพเข้าสู่แคมป์ “สิงห์บลู” ไม่ว่าจะเป็น ฮาคิม ซีเยค จากอาแจ็กซ์, ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าไลป์ซิก, ไค ฮาเวิร์ตซ์ เพลย์มเกเกอร์จากเลเวอร์คูเซ่น, ติอาโก้ ซิลวา กองหลังจอมเก๋าที่หมดสัญญากับปารีส แซงต์แชร์แมง, เบน ชิลเวลล์ แบ๊กซ้ายจากเลสเตอร์ ซิตี้ และ เอดูอาร์ เมนดี้ นายทวารจากแรนส์ การเสริมทีมสุดอลังการต้องยกเครดิตให้กับ มารีน่า กรานอฟสกาย่า มือขวาของ “เสี่ยหมี” โรมัน อับราโมวิช เจ้าของสโมสร ที่ทุ่มเงินมหาศาลในฤดูกาลนี้หลังที่อัดอั้นจากฤดูกาลที่แล้ว

กุนซือเชลซีถ่อมตัวก่อนเปิดฤดูกาลว่า ถึงแม้จะได้นักเตะใหม่มาสู่ทีมหลายคน แต่ยังไม่ได้มองถึงการเป็นแชมป์ เพียงแต่ต้องการลดช่องว่างระยะห่างของตารางคะแนน ให้สามารถสู้กับลิเวอร์พูลและแมนฯซิตี้ ให้สนุกสูสีขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก
ถ้าพูดถึงดีกรีและความสามารถของแข้งใหม่ที่ย้ายเข้ามาก็ต้องยอมรับว่าหลายทีมต้องมีหนาวๆ ร้อนๆ กันบ้าง ด้วยศักยภาพที่พิสูจน์มาแล้วในเวทียุโรปและล้วนแต่เป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สามารถใช้งานไปได้ อีกนาน แต่ก็เกิดคำถามว่า แลมพาร์ดมีดีพอที่จะพาทีมคว้าแชมป์ได้หรือไม่ เพราะเพิ่งผันตัวมาเป็นโค้ชได้ไม่นาน ผลงานก็ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ บวกกับภายในทีมนั้นเพิ่งผ่าตัดใหญ่ ทำให้นักเตะใหม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลอังกฤษอีกพอสมควร เรียกได้ว่าเป็นงานช้างของแลมพาร์ดเลยทีเดียว

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ผ่านไปแล้ว 14 นัด เชลซีทำผลงาน ชนะ 7 เสมอ 4 แพ้ 3 ยิง 29 เสียไป 14 ลูก มี 25 คะแนน รั้งอันดับที่ 5 ของตารางคะแนน นับว่าเป็นผลงานที่ไม่ได้แย่เกินไป มีคะแนนห่างจาก “จ่าฝูง” ลิเวอร์พูล อยู่ 6 คะแนน ถือว่าไม่ได้ห่างกันมากนัก แต่ข้อเสียของเชลซีตอนนี้ คือ การที่ทีมกำลังเผชิญกับปัญหานักเตะบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียน พูลิซิส, ซีเยค ผู้เล่นตำแหน่งปีกที่ต่างผลัดกันเจ็บ ผลัดกันหาย ส่งผลให้หลายๆ แมตช์ เกมรุกของทีมขาดความวาบหวิวไปบ้าง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าแฟนบอลสิงห์บลูต่างอยากเห็นปีกระดับเทพทั้งสองคนลงเล่นด้วยกัน
จากการขาดปีกตัวหลักไป ทำให้แวร์เนอร์ กองหน้าที่เคยถล่มประตูในบุนเดสลีก้า เยอรมนี มามากมาย ต้องมาเล่นในตำแหน่งปีกจำเป็น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวไม่สามารถทำผลงานได้ดีนัก ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 14 นัด ทำได้เพียง 4 ประตู 4 แอสซิสต์ ซึ่งทำให้หลายๆ คนเริ่มเป็นห่วงว่าแวร์เนอร์จะขาดความมั่นใจ จนถูกเอาไปเปรียบเทียบกับ เฟร์นานโด ตอร์เรส และ อัลบาโร่ โมราต้า 2 อดีตกองหน้าที่ประสบความล้มเหลวกับสโมสรมาก่อน

แนวรุกอีกคนอย่างฮาเวิร์ตซ์ ที่ค่าตัวสูงสุดของเชลซีในตลาดนักเตะรอบนี้ และได้รับการคาดหวังสูงมากจากแฟนบอล กลับทำผลงานไม่ได้อย่างที่คิด ลงสนามไป 12 นัด ทำได้เพียงประตูเดียว กับ 1 แอสซิสต์ อาจเป็นเพราะเจ้าตัวถูกแลมพาร์ดจับไปเล่นตำแหน่งปีกอยู่หลายนัด บวกกับฮาเวิร์ตซ์เพิ่งหายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ลงเล่นได้ไม่สม่ำเสมอ และยังปรับตัวเข้ากับสไตล์อังกฤษได้ไม่ดีเท่าที่ควร เคยออกมายอมรับว่า ตำแหน่งที่ถนัดที่สุดของตัวเอง คือ ตำแหน่งผู้เล่นหมาย 10 หรือผู้เล่นหลังกองหน้านั่นเอง

ถ้าหากพูดถึงเกมรุก ก็ต้องยอมรับว่าเชลซียังเป็นทีมที่มีเกมรุกที่น่ากลัว จากการที่ได้แวร์เนอร์, ฮาเวิร์ตซ์ และซิเยค เข้ามาเสริมทีม เพราะความคล่องตัวของผู้เล่นในแนวหน้าที่สามารถไปกับบอลได้ดี และสกิลการเปิดบอลที่แม่นยำของซีเยค ช่วยให้ทีมเก็บ 3 คะแนนสำคัญมาได้ในหลายๆ นัด รวมถึงฟอร์มของ เมสัน เมาท์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
การที่ทีมใดมทีมหนึ่งจะคว้าแชมป์ได้นั้น นอกจากเกมรุกที่ยอดเยี่ยมแล้ว ก็ต้องมีเกมรับที่ดีเช่นกัน เอดูอาร์ เมนดี้ ที่เข้ามาเฝ้าเสาให้เชลซี เก็บคลีนชีทไปแล้วถึง 6 นัด หลังจากที่ฤดูกาลที่แล้ว เกปา อาร์ริซาบาลากา ฟอร์มไม่สู้ดีนัก รวมทั้งคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟอย่าง ติอาโก้ ซิลวา และ เคิร์ท ซูม่า ที่ต่างเล่นกันได้อย่างเข้าขา บวกกับสามารถช่วยทีมขึ้นไปโหม่งทำประตูได้อีกด้วย

หากมองผลงาน 14 นัดที่ผ่านมา บวกกับผู้เล่นหน้าใหม่เชลซี กำลังปรับตัวให้เข้ากับทีมและสภาพอากาศที่ประเทศอังกฤษ ก็ต้องยอมรับว่าศักยภาพของนักเตะไม่ได้น้อยหน้าทีมคู่แข่งร่วมลีกเลย แต่ต้องให้เวลาแลมพาร์ดในการพัฒนาทีมอีกสักระยะ เพราะเขาเพิ่งเข้ามาทำทีมเพียง 2 ปีเท่านั้น
เมื่อทุกอย่างสุกงอม พูดได้เลยว่าเชลซีจะเป็นอีกทีมที่ไม่ได้แค่มีลุ้นถ้วยพรีเมียร์ลีก แต่ลุ้นได้ถึงถ้วยใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกด้วยซ้ำ

