‘ช้างศึก’ลั่นเปิดเกมรุกดวล’ซามูไร’ ‘ซิโก้’ลั่นมีแต้มในบ้าน-โยนกดดันให้’ญี่ปุ่น’

ทัพนักเตะ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย มีโปรแกรมทำศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่มบี หลังจากนัดแรกบุกพ่าย ซาอุดีอาระเบีย 0-1 โดยนัดสองทีมไทยจะเปิดสนามราชมังคลากีฬาสถาน พบ “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่น วันที่ 6 กันยายน เวลา 19.15 น. ช่อง 7 ถ่ายทอดสดนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กันยายน “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชทีมชาติไทย ได้เรียกนักเตะประชุมทีม และศึกษาฟอร์มการเล่นของญี่ปุ่นจากเทปบันทึกการแข่งขันแมตซ์ล่าสุดที่เปิดบ้านแพ้ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (ยูเออี) 1-2 และอีกหลายเกม ที่ห้องประชุมโรงแรม ดิเอมเอมรัลด์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนดวลแข้งซามูไร โดยที่อดุล หละโสะ กองกลางซึ่งได้เรียกตัวเข้ามาแทน สารัช อยู่เย็น ที่ติดโทษแบน ได้ตามเข้ามาสมทบทีมแล้ว

จากนั้นช่วงเที่ยงนักเตะไทยได้ร่วมรับประทานอาหาร โดยมีแฟนบอลเดินทางมาให้กำลังใจถึงที่พัก ซึ่งนักเตะไทยแจกลายเซ็นต์ และร่วมถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่ช่วงเย็นโค้ชซิโก้ได้นำลูกทีมลงฝึกซ้อมที่สนามศุภชลาศัย โดยใช้เวลาฝึกซ้อมประมาณ 2 ชั่วโมง เน้นลงแท็คติกทั้งการเซ็ตเกมรุกและเซ็ตเกมรับ รวมถึงลูกตั้งเตะต่างๆ

ภายหลังการฝึกซ้อม โค้ชซิโก้กล่าวว่า การซ้อมได้เน้นเรื่องความเข้าใจในการขึ้นเกมรุก-เกมรับเป็นพิเศษ ส่วนการเจอกับญี่ปุ่นนั้น พวกเขาเป็นบอลระบบ มีแท็คติกที่ดี นักเตะมีประสบการณ์เหนือกว่า การที่ไทยได้เล่นในบ้านแทบไม่ได้หมายความว่าได้เปรียบ แต่การเล่นในบ้านเราต้องการ 3 แต้มไม่มีทางเลือก เพราะเราต้องเล่นต่อหน้าแฟนบอลด้วย และทุกคนต้องพร้อม โดยที่ผ่านมานักเตะไทยได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว และได้ซักซ้อมแท็คติกวิธีการเล่น

กุนซือทีมชาติไทยกล่าวว่า เราต้องรู้ข้อมูลของญี่ปุ่นด้วย เพราะถือว่าไม่ธรรมดา เกมรุกญี่ปุ่นน่ากลัว เพราะมีความหลากหลาย หากเราป้องกันไม่ดีทั้งลูกตั้งเตะหรือการต่อบอล สำหรับนักเตะญี่ปุ่นเรารู้จักแทบทุกคน เพราะพวกเขาต่างไปค้าแข้งต่างประเทศ ฉะนั้น 11 ตัวแรกหรือตัวสำรองก็แข็งแกร่งทั้งนั้น แต่เราต้องพยายามเก็บแต้มให้ได้ โดยจะพยายามเล่นให้รัดกุม และเน้นเป็นพิเศษไม่ว่าจะด้านข้างหรือตรงกลาง

“ทั้งทีมไทยและญี่ปุ่นต่างมีความกดดัน เพราะเกมแรกแพ้มาทั้งคู่ เราเพิ่งเข้ามาถึงรอบนี้ไม่มีอะไรจะเสีย ฉะนั้นเราเล่นแบบไม่มีความกดดัน ส่วนญี่ปุ่นน่าจะกดดันมากกว่าเรา พวกเขามีความคาดหวังที่สูง เราก็มีความคาดหวัง แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด เกมนี้เราได้เล่นในบ้าน เราจะไม่เน้นเกมรับแน่นอน เพราะเราต้องสร้างโอกาสยิงประตูให้แฟนบอลเห็น ถ้าเราไม่เอาแต้มในบ้าน เราจะเอาที่ไหน เรามีผลงานที่ดีกับซาอุฯ แต่ผลไม่เป็นที่พอใจ เรายังต้องการแต้มอยู่เหมือนเดิม” ซิโก้กล่าว

สถิติที่ทีมไทยเคยพบญี่ปุ่นตามที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) รับรองนั้น เจอกัน 27 ครั้ง ปรากฏว่า ทีมไทยชนะเพียง 3 ครั้ง เสมอ 6 ครั้ง และแพ้ 18 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดที่ไทยคว้าชัยได้ต้องย้อนกลับไปในเกมกระชับมิตร ที่สนามศุภชลาศัย เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1997 หรือ 19 ปีที่แล้ว ซึ่งไทยชนะญี่ปุ่น 3-1 โดย 1 ใน 3 ประตูมาจาก “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ส่วนเกมล่าสุดที่พบกันคือ ในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย เมื่อปี 2008 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ปรากฎว่า ทีมชาติไทย เปิดบ้านแพ้ 0-3

เธšเธญเธฅเธ‹เน‰เธญเธก 13

เธšเธญเธฅเธ‹เน‰เธญเธก 08

เธšเธญเธฅเธ‹เน‰เธญเธก 01

เธเธตเนˆเธ›เธธเนˆเธ™ 05

เธเธตเนˆเธ›เธธเนˆเธ™ 07

เธเธตเนˆเธ›เธธเนˆเธ™ 03

เธเธตเนˆเธ›เธธเนˆเธ™ 04

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ปลัดยธ.ให้’ดีเอสไอ’ดูโพสต์’นพ.เหรียญทอง’ผิดกม.หรือไม่ ปมวิจารณ์’จนท.ที่ดินพังงา’ผูกคอ
บทความถัดไประบาดต่อ! สิงคโปร์ ชี้ผู้ติดเชื้อ ‘ซิกา’ เพิ่มอีก 27 ราย รวมพุ่งเป็น 242 รายแล้ว