เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่สำนักงานชั่วคราวสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ อาคารพงษ์สุภีร์ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย จัดการประชุมพร้อมมอบนโยบายแก่ผู้ตัดสินทั้ง 12 คนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ตัดสินประจำสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย
ภายในงานมี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ, นายธนศักดิ์ สุระประเสริฐ อุปนายกสมาคมฯฝ่ายสื่อสารองค์กร, เบนจามิน ตัน ผู้อำนวยการคลับไลเซนซิ่ง, นายพาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ, นายโสภณ มหาบุญ คณะกรรมการผู้ตัดสิน พร้อมด้วยผู้ตัดสิน จำนวน 12 คนที่ได้รับการคัดเลือกอันประกอบไปด้วย นายภูมรินทร์ คำรื่น, พันจ่าอากาศเอก ธเนศ ชูชื่น, จ่าอากาศเอก พิชิต ณ สุวรรณ, นายเกรียงศักดิ์ เกียรติสงคราม, นายนิติภูมิ กุลบุตร, นายอลงกรณ์ ฝีมือช่าง, นายชัยฤกษ์ งามสม, พันจ่าอากาศเอก ประกิต สโรบล, นายวิทยา สาระเกษ, นายศักดิ์ชัย ฟักเถื่อน, นายมงคลชัย เพชรศรี และนายทวีป อินทร์แก้ว
หลังการประชุม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยมีนโยบายที่จะคัดเลือก ผู้ตัดสินที่มีคุณสมบัติครบถ้วน มีความสามารถ และที่สำคัญคือมีร่างกายผ่านการทดสอบของคณะกรรมการมาทำหน้าที่ โดยทางสมาคมฯจะให้ผู้ตัดสินเหล่านี้ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตัดสินประจำสมาคมฯ ไปทำหน้าที่ตัดสินในโตโยต้า ไทยลีก เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ตัดสินแข่งขันกันทำหน้าที่ ทั้ง 12 คนที่ถูกเลือกมาถือเป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม ก็จะได้รับผลตอบแทนจากสมาคมฯ ที่สูงกว่าผู้ตัดสินทั่วไป แต่หากผู้ตัดสินทั้ง 12 คน ทำหน้าที่บกพร่องหรือได้รับการร้องเรียนจากการทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินก็จะถูกทำโทษ ลงไปทำหน้าที่ในดิวิชั่น 2 และไต่เต้าขึ้นมาใหม่ ส่วนผู้ตัดสินคนอื่นๆ หากทำหน้าที่ได้ดีก็จะสามารถขึ้นมาแทนที่ได้ เหมือนกับการเลื่อนชั้นของสโมสรในลีก
พล.ต.อ.สมยศกล่าวต่อว่า นโยบายนี้มาจากการที่สมาคมฯ ได้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผู้ตัดสินเหล่านี้จะต้องพบกับบททดสอบที่เข้มกว่าผู้ตัดสินทั่วไป เช่น ผู้ตัดสินทั่วไปทดสอบร่างกายทุก 4 เดือน แต่ผู้ตัดสินสมาคมฯ อาจจะต้องตรวจร่างกาย 1 เดือนต่อครั้ง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาแฟนบอลไม่พอใจผู้ตัดสินที่มีร่างกายไม่ผ่านการตรวจสอบ และทำหน้าที่ผิดพลาด นี่เป็นโครงการนำร่อง ถ้าสิ่งที่ผมคิดและสมาคมฯทำให้ผลตัดสินออกมาเป็นที่พอใจของแฟนบอลชาวไทย เราก็จะนำไปใช้ในฟุตบอลระดับดิวิชั่น 1 ต่อไป รวมถึงผู้ช่วยผู้ตัดสิน ซึ่งสมาคมฯจะต้องให้ค่าตอบแทนแก่ผู้ตัดสินเหล่านี้ดีกว่าเดิม และดีกว่าผู้ตัดสินทั่วๆ ไป ซึ่งก็จะเกิดการแข่งขัน
นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯกล่าวในตอนท้ายว่า ใครได้เข้ามาตรงนี้ก็จะมีชื่อเสียง มีหน้ามีตา มีรายได้ หากเขาทำได้ไม่ดีก็จะถูกทำโทษถูกปลด เขาก็จะเสียชื่อเสียง และถูกลดรายได้ ผมต้องการสร้างมาตรฐานให้เกิดการแข่งขันให้คนทำดี ค่าตอบแทนผู้ตัดสินสมาคมฯ นั้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อเดือน ในปีหน้าผลตอบแทนหรือเบี้ยเลี้ยงจะมีการปรับใหม่ให้สูงขึ้น เพื่อให้ผู้ตัดสินมีรายได้ดีขึ้น เพื่อไม่ให้พวกเขาไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นี่คือวิธีการแก้ไขระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีการคุยเรื่องๆ อื่น ทั้งเรื่องจำนวน 12 คน พอเพียงหรือไม่ เพราะโตโยต้า ไทยลีก มี 9 คู่ ต้องใช้ผู้ตัดสิน 9 คน 3 คนก็จะว่าง ก็อาจจะถูกส่งไปเป็นผู้ตัดสินที่ 4 และอีกหกคู่จะทำอย่างไร ในกรณีที่ผู้ตัดสินที่ 1 บาดเจ็บ ซึ่งก็อาจจะพิจารณาเพิ่มเป็น 15-18 คน ก็เป็นไปได้ ซึ่งต้องพยายามทำให้ผู้ตัดสินทุกคนอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
“ส่วนเรื่องอายุของผู้ตัดสิน ตามกฎฟีฟ่า ต้องอายุไม่เกิน 45 ปี แต่ล่าสุดได้มีการเปลี่ยนกฎใหม่ ว่าหากผู้ตัดสินจะอายุเกินเกณฑ์ แต่ผ่านการทดสอบร่างกายตามกฎ ก็สามารถลงทำหน้าที่ได้ ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่สมาคมฯ ต้องเข้ามาดูแลตรงนี้ เพราะแฟนบอลหลายคนก็ยังสงสัย ก็ต้องชี้แจงเรื่องกฎของฟีฟ่าตรงนี้ด้วย เราจะเริ่มใช้ในเกมโตโยต้า ไทยลีกวันที่ 10 กันยายนนี้ทันที เพราะได้มีการประชุมแล้ว โดยทั้ง 12 ท่านที่ถูกเลือกนั้นมาจากการโหวตของ 18 สโมสรในโตโยต้า ไทยลีก ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกของสมาคมฯแน่นอน” ประมุขวงการลูกหนังไทยกล่าว



