เจ้าภาพวุ่นหนัก รถขนส่งนักกีฬาไปสนามซ้อมไม่พอ พบช่องโหว่เสี่ยงติดเชื้อโควิด
ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์ นักจิตวิทยาการกีฬาเบอร์ 1 ของไทยประจำทีมยิงเป้าบินทีมชาติไทย โพสต์เฟสบุ๊กถึงการบริหารจัดการของญี่ปุ่น ในโอลิมปิก โตเกียว 2020 วุ่นหนัก โดยเฉพาะระบบขนส่งนักกีฬาไปสนามซ้อม รถมีไม่เพียงพอ แถมไม่จัดการให้ดี แซงคิว ไร้ระเบียบ ขณะที่นักกีฬาบางส่วน เมื่อขึ้นรถ ไม่รักษาวินัย ไม่รักษาระยะห่าง พูดน้ำไหลไฟดับ เสี่ยงโควิด ซึ่งพบช่องโหว่ ที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเพิ่มมากมาย ทั้งนักกีฬา และ กรรมการผู้ตัดสิน รวมไปถึงอาสาสมัคร พักนอกหมู่บ้าน ควบคุมการติดเชื้อได้ยาก
ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์ นักจิตวิทยาการกีฬาเบอร์ 1 ของไทยประจำทีมยิงเป้าบินทีมชาติไทย ที่ดูแล “ณี” สุธิยา จิวเฉลิมมิตร และ “วอร์ม” อิศราภา อิ่มประเสริฐสุข 2 นักยิงเป้าบินสาวไทย ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค Pichit Muangnapoe ว่า เช้านี้เดินทางไปซ้อมเช่นเคยเป็นวันที่สามครับ ระบบการจัดรถของเจ้าภาพดูเหมือนจะยังมีปัญหาคงเดิม นักกีฬาไปรอกันเป็นจำนวนมากแต่รถไม่พอ ที่น่าแปลกใจคือทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้จัดการต่อคิวให้นักกีฬา ทำให้คนที่มาก่อนไม่ได้ขึ้นรถ ส่วนนักกีฬาพวกที่กล้าแซงคนที่มาก่อนก็ได้ขึ้นรถไป วันนี้พวกเราไม่ได้ยอมให้เจ้าหน้าที่ทำท่าเหมือนไม่รู้เรื่องแบบเมื่อวานแล้ว นักกีฬาหลายคนรวมถึงสุธิยาด้วยไปบอกเจ้าหน้าที่ให้เอารถอีกคันมา “เดี๋ยวนี้” ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องจัดหารถมาให้ภายในสิบนาทีต่อมาครับ เราก็ได้เแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าต่อไปควรมีรถให้เพียงพอ และควรจัดให้นักกีฬาเข้าแถวรอคิวให้เรียบร้อย ไม่น่าเชื่อว่าเราจะได้มาพบกับระบบแบบนี้ที่ญี่ปุ่นนะครับ
การเดินทางบนรถก็มีปัญหานิดหน่อยเรื่องความเบียดเสียด นักกีฬาไม่สามารถรักษาระยะห่างได้ต้องนั่งติดกัน และรถก็บรรทุกคนเต็มรถจนกระทั่งต้องนั่งเก้าอี้ที่อยู่ตรงกลาง (ระหว่างเบาะสองข้าง เขาจะมีเก้าอี้พับได้สามารถดึงออกมานั่งได้อีกหนึ่งที่นั่ง ปกติที่นั่งกันแถวละสี่คนจะกลายเป็นที่นั่งคนที่ห้าตรงทางเดิน) ถึงแม้พวกเราจะใส่หน้ากากที่เป็นเครื่องฟอกอากาศ ที่ทางคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยสามารถขอสปอนเซอร์มาแจกให้นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทุกคน แต่ก็ยังกังวลใจเรื่องโรคระบาดกันอยู่ดีครับ
ส่วนนักกีฬาชาติอื่นๆ ที่นั่งมากับเรา ส่วนมากก็จะดูแลระมัดระวังตัวกันดีครับ ปกติแล้วก็จะใส่หน้ากากกันทุกคน และหลักปฎิบัติที่ถูกต้องก็ควรจะงดการพูดคุยเพื่อไม่ให้ละอองน้ำลายฟุ้งกระจาย แต่วันนี้ก็จะมีนักกีฬาบางชาติ บางคน ที่คุยกันไม่หยุดตลอดทาง วันนี้ตอนขากลับ สุธิยานั่งช่องกลางดังที่กล่าวไว้ นักกีฬาชาติทางด้านอเมริกาใต้นั่งคุยกันข้ามหัวไปมา โบกไม้โบกมือผ่านหน้าอย่างไม่สนใจเลย ส่วนนักกีฬาชาวอินเดียที่นั่งข้างผม คนที่เป็นผู้หญิงพูดน้ำไหลไฟดับไม่หยุดหายใจเลยตลอดหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ผมนึกสงสัยว่ามันเอาแรงจากไหนมาพูด และไอ้เจ้านักกีฬาชายชาวอินเดียมันเอาแรงที่ไหนมานั่งฟัง
สรุปว่าเราก็คงต้องทำใจว่าการดูแลรักษาตัวเองเรื่องโรคติตต่อนั้นน่าจะทำได้ยาก เราทำเฉพาะในส่วนที่เราควบคุมได้เช่นการใส่หน้ากาก การล้างมือ และการพยายามอยู่ห่างผู้คนที่ไม่ระมัดระวังตัว ผมเชื่อว่านักกีฬาส่วนมากที่เขาไม่ระมัดระวังตัวคงเป็นเพราะประมาทว่าทุกคนตรวจโควิดมากันก่อนที่จะเดินทางมาแล้ว และอาจจะประมาทว่าตนฉีดวัคซีนมาแล้วก็เป็นได้ ซึ่งดูจากสถานการณ์รอบตัวแล้วผมคิดว่าพวกเขาคิดผิดครับ
เมื่อเช้าผมนั่งอ่านข่าวเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ในการแข่งขัน ก็พบว่าทางประเทศญี่ปุ่นเองกำลังต่อต้านการแข่งขันอย่างมาก มีการประท้วงกันมากมาย ตั้่งแต่ต้นเดือนที่เริ่มมีการจัดการแข่งขันจริงจังขึ้นมา มีการระบาดเพิ่มขึ้นของโควิดอย่างมีนัยสำคัญ และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ในกลุ่มนักกีฬาเองก็เริ่มจะพบคนที่ติดเชื้อขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งที่เป็นนักกีฬาและคนที่เกี่ยวข้อง ยังดีที่เขาตรวจพบล่วงหน้าก่อนจะเดินทางเข้ามาสู่หมู่บ้านนักกีฬาตามระบบที่เขาจัดการไว้ ทำให้ “ฟองอากาศ” ที่วางแผนให้ครอบคลุมหมู่บ้านนักกีฬา ไม่ให้เชื้อเข้ามา และไม่ให้แพร่เชื้อออกไป ยังไม่ถูกทะลุทะลวง
อย่างไรก็ดี จากการสังเกตส่วนตัวของผม ผมคิดว่า “ฟองอากาศ” ที่วาดหวังไว้นั้น น่าจะไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เพราะมีจุดรั่วไหลมากมายที่จริงๆ แล้วน่าจะอุดรูรั่วเหล่านี้ได้ เช่น อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ส่วนมากต้องออกจากหมู่บ้านไปนอนที่อื่นและกลับเข้าหมู่บ้านในเวลาทำงาน ในขณะที่ในสังคมญี่ปุ่นกำลังเกิดการระบาดหนัก โอกาสที่จะถูกตีป้อมค่ายแตกนี้น่าจะมีมากพอสมควร
มีนักกีฬาบางชนิด ไม่ได้พักในหมู่บ้านนักกีฬา ซึ่งเป็นเรื่องไม่น่าจะเป็นและเกิดเป็นข้อยกเว้นได้อย่างน่าแปลกใจ นักกีฬาเหล่านี้จะพักโรงแรม รับประทานอาหารในที่ที่อาจจะไม่ได้ป้องกันเพียงพอ ตรงนี้ก็เป็นโอกาสอีกจุดหนึ่งที่อาจจะเผยแพร่เชื้อเมื่อเข้ามาในสนามแข่งขัน
กรรมการ ผู้ตัดสินของทุกกีฬา ก็ไม่ได้พักอาศัยในหมู่บ้านนักกีฬา และน่าจะต้องสั่งอาหารมารับประทานกันเอง หากมีเชื้อปนเปื้อนในอาหารที่สั่งมา หรือมีการสัมผัสเชื้อจากผู้คนในท้องถิ่น ก็จะทะลุทะลวง “ฟองอากาศ” ได้อย่างไม่ยาก
จากข้อสังเกตดังที่กล่าวมา ผมคิดว่าถึงแม้ฝ่ายจัดการแข่งขันจะวางแผนและดำเนินการได้อย่างดีเยี่ยมแล้วก็ตามที มันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ แต่หวังใจไว้ว่าขอให้รอดพ้นไม่มีเชื้อหลุดรอดเข้ามาในการแข่งขันครั้งนี้ครับ ข่าวที่อ่านเมื่อเช้าว่ามีการประชุมในกลุ่มคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ก็พบว่าทางคณะกรรมการจะพยายามจัดการแข่งขันให้ผ่านพ้นไปให้ได้ แต่หากมีการระบาดในปริมาณที่หนักขึ้นมาจริงๆ ก็อาจจะต้องยกเลิกการแข่งขันกลางคันได้เช่นกัน
การแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับทุกคนอย่างมากทีเดียวครับ สิ่งที่พวกเราทำกันในเวลานี้ก็คือใส่หน้ากากอย่างเคร่งครัด ล้างมือสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงผู้คนเท่าที่ทำได้ และก็หวังว่าวัคซีนที่เราฉีดกันมาก่อนเดินทางจะช่วยให้เรามีเกราะป้องกันตัวเองถ้าหากสุดวิสัยจริงๆ ครับ

