‘ช้างศึก’ หวั่นไหม? ‘ซูซูกิคัพ’ ไม่ใช้ ‘วีเออาร์’ เน้นใช้ผู้ตัดสินอาเซียน
ความเคลื่อนไหวทัพ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ที่มีโปรแกรมทวงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020” ที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2564-1 มกราคม พ.ศ.2565 โดยช้างศึก อยู่ในกลุ่มเอ ร่วมกับพม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และติมอร์เลสเต
ล่าสุด นายพาทิศ ศุภะพงษ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ออกมาเปิดเผยถึงกฎระเบียบของการแข่งขันต่างๆ ที่จะใช้สำหรับฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนว่า ในช่วงการแข่งขันภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เจ้าภาพอย่างสิงคโปร์มีระเบียบข้อบังคับเพิ่มขึ้นมา อย่างเช่นรายชื่อนักเตะ 30 คนสุดท้าย จะต้องมีการส่งล่วงหน้าเพื่อดำเนินการด้านสาธารณสุขเข้าประเทศ นอกจากนี้เมื่อไปถึงจะต้องกักตัวราวๆ 6-24 ชั่วโมงเพื่อรอผลตรวจ RT-PCR ก่อนจึงจะทำกิจกรรมร่วมกันได้ เท่ากับว่าเวลาซ้อมนั้นจะหายไป 1 วันเต็มๆ จึงอาจจะวางแผนให้เดินทางตั้งแต่ช่วงเช้า ให้ได้รับผลตรวจภายในคืนวันเดินทาง จะได้เตรียมการซ้อมในวันรุ่งขึ้นได้เลย
นายพาทิศ กล่าวต่อว่า เรื่องของกฎกติการการแข่งขันยังยึดแบบเดิม จำนวนเกมที่ต้องเล่นเท่าเดิม วิธีการวัดคะแนนในรอบแบ่งกลุ่มหากมีแต้มเท่ากัน จะดูที่เฮดทูเฮดก่อน แล้วค่อยดูผลต่างประตูได้-เสีย ดังนั้นการยิงได้เยอะก็มีผลต่อเข้ารอบเช่นกัน อย่างไรก็ตามในซูซูกิ คัพ จะไม่มีวิดีโอช่วยตัดสิน (วีเออาร์) ใช้งาน เนื่องจากว่าการจะใช้วีเออาร์ ผู้ตัดสินที่ทำหน้าที่ต้องมีไลเซนส์ต่างๆ ซึ่งลีกในอาเซียนยังใช้ระบบวีเออาร์ไม่แพร่หลาย ทำให้ไม่มีบุคลากรที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ ดังนั้นเจ้าภาพจึงยืนยันว่าจะไม่ใช้วีเออาร์ นอกจากนี้ผู้ตัดสินที่ใช้ก็จะเน้นผู้ตัดสินในอาเซียนเป็นหลักเพื่อพัฒนาระบบผู้ตัดสินไปในตัว แต่การจะเชิญผู้ตัดสินนอกอาเซียนมาหรือไม่นั้นยังไม่มีการยืนยัน
เลขาโจ กล่าวปิดท้ายว่า ในเรื่องของนักเตะ 30 คนที่เดินทางไป จะสามารถลงทะเบียนในแต่ละเกมได้แค่ 23 คนเท่านั้น แต่สามารถสลับสับเปลี่ยนได้ทุกนัด ส่วนเรื่องของการเปลี่ยนตัว ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้รับรองกฎใหม่ในการเปลี่ยนตัวแบบ 5 คน ภายใน 3 ครั้งไม่รวมพักครึ่งเวลาแล้ว ดังนั้นก็จะใช้กฎนี้ทันที ส่วนในรอบน็อคเอาท์ถ้ามีการต่อเวลาก็จะเพิ่มได้อีก 1 คน
สำหรับฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2020” ทีมชาติไทย อยู่กลุ่ม เอ โปรแกรมเตะรอบแรก วันที่ 5 ธันวาคม พบ ติมอร์เลสเต, วันที่ 11 ธันวาคม พบ พม่า, วันที่ 14 ธันวาคม พบ ฟิลิปปินส์ และวันที่ 18 ธันวาคม พบ “เจ้าภาพ” สิงคโปร์

