ปีทอง ‘บาส-ปอป้อ’ สร้างประวัติศาสตร์ แบดฯมือ 1 โลก
สร้างประวัติศาสตร์กระหึ่มวงการแบดมินตันโลกสำหรับ “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ และ “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย จับคู่กันทะยานขึ้นมือ 1 โลกประเภทคู่ผสม จากการจัดอันดับของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (บีดับเบิลยูเอฟ) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา
ผลงานปีนี้ของ “บาส-ปอป้อ” ถือว่าเป็นฟอร์มร้อนแรงที่สุด จากการกวาด 7 แชมป์ และ 4 แชมป์ต่อเนื่องหลังสุด ได้แก่ 1.โยเน็กซ์ ไทยแลนด์ โอเพ่น 2.โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น 3.เวิลด์ทัวร์ ไฟนัลส์ 2020 4.ฮายโล โอเพ่น 2021 5.อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2021 6.อินโดนีเซีย โอเพ่น 2021 และ 7.เวิลด์ทัวร์ ไฟนัลส์ 2021
ทั้งคู่ลงแข่งขันปีนี้ 11 รายการ 51 แมตช์ มีสถิติชนะ 45 แพ้ 6 แมตช์ และล่าสุดทำสถิติชนะรวด 20 แมตช์ ส่งผลให้ขยับจากอันดับ 2 ของโลก ขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ของโลก มี 112,456 คะแนน แซงหน้า เจิ้ง ซิ เว่ย-หวง หย่า เฉียง คู่ผสมจีน ที่มี 110,802 คะแนน
บาสและปอป้อ เริ่มจับคู่กันเมื่อปี ค.ศ.2015 ไต่อันดับโลก เริ่มจากอันดับ 345 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2015 จากนั้นปี 2016 (7 มกราคม) อยู่อันดับ 148, ปี 2017 (5 มกราคม) อันดับ 11, ปี 2018 (4 มกราคม) อันดับ 10, ปี 2019 (8 มกราคม) อันดับ 5, ปี 2020 (14 มกราคม) อันดับ 3, ปี 2021 (2 กุมภาพันธ์) อันดับ 2 และปี 2021 (7 ธันวาคม) อันดับ 1 โลก! ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่เล่นด้วยกันมา คว้ามาได้ทั้งหมด 11 แชมป์ กับ 11 รองแชมป์
จุดเริ่มต้นของ “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย เกิดจากการติดตามพ่อกับแม่เป็นอดีตนักแบดมินตันมหาวิทยาลัย ไปออกกำลังกายที่ สนามแบดมินตันตรีเลิศ เล่นแบบไม่ได้จริงจัง ต่อมาได้ไปแข่งขัน แต่กลับมากับความพ่ายแพ้ ทำให้ปอป้อมีลูกฮึดอยากเอาชนะ จึงฝึกซ้อมจริงจังเต็มเวลา
ทรัพย์สิรี เริ่มฉายแววเป็นนักแบดมินตันที่ดี คว้าแชมป์ได้ตั้งแต่อายุ 14 เป็นการคว้าแชมป์ข้ามรุ่นในรุ่นอายุ 15 และพออายุ 15 ก็ข้ามรุ่นไปได้แชมป์รุ่น 18 ปี และติดทีมชาติไทยเมื่อตอนนั้น จนกระทั่งเข้าปี 2550 ถูกเรียกเข้าโครงการ “เอสซีจี แบดมินตัน อคาเดมี” ปอป้อ เล่นได้ดีทั้งเดี่ยวและคู่ รวมทั้งยังเป็นนักแบดมินตันลงเล่นครบทั้ง 3 ประเภท คือ เดี่ยว, หญิงคู่ และคู่ผสม ทำได้ยอดเยี่ยมทุกประเภท
ในการเล่นหญิงคู่กับ “เอิร์ธ” พุธิตา สุภจิรกุล สร้างผลงานคว้า 3 แชมป์ เคยขึ้นสูงสุดคือมืออันดับ 9 ของโลก ก่อนคว้าโควต้าไปเล่นโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่นครริโอ เดอ จาเนโร บราซิล รวมทั้งยังจับคู่กับ “เอ็มเอ็ม” สาวิตรี อมิตรพ่าย คว้าไป 1 แชมป์ด้วย ส่วนคู่ผสม “ปอป้อ” เคยจับคู่กับ “เต่า” สุดเขต ประภากมล ได้เหรียญทองแดงซีเกมส์ และจับคู่กับ “เอ” มณีพงศ์ จงจิตร ขึ้นไปถึงคู่มืออันดับ 12 ของโลก
ขณะที่ “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ มีจุดเริ่มต้นจากการพ่อแม่อยากให้เล่นกีฬา เคยเล่นทั้งฟุตบอล, กรีฑา และเทนนิส ก่อนลงตัวที่แบดมินตัน เริ่มจากชายเดี่ยว สังกัด สโมสรแบดมินตันศรีราชา สร้างผลงานโดดเด่นด้วยการคว้าแชมป์ระดับเยาวชน ทุกรุ่นอายุ ทั้งรุ่น 11 ปี, 13 ปี และ 15 ปี
เดชาพล สร้างชื่อด้วยการคว้าแชมป์ระดับประเทศในโซนภาคกลาง ทั้งรุ่น 14 ปี และ 16 ปี ในศึกชิงแชมป์ประเทศไทย ทำให้ถูกเรียกเข้าร่วมฝึกซ้อมในแคมป์ “เอสซีจี แบดมินตัน อคาเดมี” เมื่อปี 2554 และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างผลงานในระดับโลกในเวลาต่อมา
“โค้ชโอม” เทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนเอสซีจี แบดมินตัน อคาเดมี เป็นผู้เจียระไนเพชรเม็ดนี้ เพราะมองเห็นคุณสมบัติในตัวบาสเหมาะกับการเล่นประเภทคู่มากกว่า และบาสก็ได้เริ่มจับคู่กับ “สกาย” กิตตินุพงษ์ เกตุเรน เมื่อปี 2555 เพียงแค่ 2 ปีก็คว้าแชมป์ชายคู่เยาวชนชิงแชมป์โลก 2014 ที่มาเลเซีย
หลังจากนั้น บาสไม่ได้แชมป์ใดๆ เลย ทำให้ปีถัดมา 2558 จึงขอโค้ชโอมว่าอยากลองเล่นคู่ผสมกับ “ปอป้อ” ดูบ้าง และก็ได้เริ่มจับคู่กันเป็นครั้งแรก ประเดิมชิมลางแข่งในศึกชิงแชมป์ประเทศไทย ก่อนทั้งคู่จะปรับจูนกันได้ลงตัว และใช้เวลาแค่ 1 ปีครึ่ง ทำคะแนนติดท็อป 20 ของโลกได้ ก่อนติดท็อป 10 โลกอีก 6 เดือนต่อมา
ในปี 2560 บาสและปอป้อ จับมือคว้าแชมป์ด้วยกันเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ ในโยเน็กซ์ สวิส โอเพ่น 2017 รวมทั้งคว้าเหรียญทองกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่มาเลเซีย พร้อมกันนั้นยังคว้า 3 รองแชมป์ ได้แก่ ปริ๊นเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2017, สิงคโปร์ โอเพ่น 2017 และชิงแชมป์เอเชีย 2017 ที่จีน
แต่ปอป้อโชคร้ายได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าขาดระหว่างลงเล่นหญิงคู่ในซีเกมส์ ทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดและหยุดเล่นราว 3-4 เดือน ต้องใช้ความอดทนในการรักษา และฟื้นฟูอย่างสูงกว่าจะกลับมาลงเล่นได้อีกครั้ง เพราะต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องทันทีโดยไม่มีวันพัก และต้องดูแลเรื่องอาหารการกินอย่างเคร่งครัด แต่ด้วยความมุ่งมั่นจะกลับมาลงสนามอีกครั้ง บวกกับกำลังใจจากครอบครัว จากคนรอบข้าง ทำให้ปอป้อแข็งแรงและกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง
ในปี 2561 ปอป้อคืนคอร์ตได้อีกครั้ง และจับคู่กับบาสคว้ารองแชมป์ เดนิสา เดนมาร์ก โอเพ่น 2018 สามารถเก็บคะแนนสะสม เข้าไปเล่นใน เวิลด์ทัวร์ ไฟนัลส์ 2018 ที่จีน และผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้อีกด้วย
ปีถัดมา 2562 บาส-ปอป้อ ถึงจุดพีคคว้าได้ถึง 3 แชมป์ ได้แก่ สิงคโปร์ โอเพ่น 2019, โคเรีย โอเพ่น 2019 และมาเก๊า โอเพ่น 2019 และยังคว้า 3 รองแชมป์ 1 ในนั้นคือ ศึกชิงแชมป์โลก 2019 ที่สวิตเซอร์แลนด์ และยังเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ เวิลด์ทัวร์ ไฟนัลส์ 2019 สมัยที่ 2 ติดต่อกันด้วย
ปี 2563 บาส-ปอป้อ สร้างผลงานยอดเยี่ยมต่อเนื่อง จากการคว้ารองแชมป์รายการที่ยิ่งใหญ่ และเก่าแก่ที่สุดของโลกอย่าง ออล อิงแลนด์ โอเพ่น 2020 ในเดือนมีนาคม ก่อนการแข่งขันแบดมินตันทั่วโลกต้องถูกยกเลิกไป เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บาส-ปอป้อ ใช้เวลา 9 เดือนไม่ได้ออกแข่งขันให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ด้วยการเก็บตัวฝึกซ้อม แก้ไขข้อบกพร่อง จากการดูแลของทีมงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มี ศ.ดร.เจริญ กระบวนรัตน์ เป็นหัวหน้า และทีมงานผู้ฝึกสอน
ก่อนระเบิดฟอร์มสุดยอดเมื่อต้นปี 2564 ด้วยการกวาด 3 แชมป์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นนักกีฬาคู่ผสมคู่แรกที่คว้า “ทริปเปิลแชมป์” ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 3 สัปดาห์ติดต่อกันอีกด้วย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งคู่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง คว้าแชมป์เวิลด์ทัวร์ ไฟนัลส์ สมัยที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นแชมป์ที่ 4 ติดต่อกัน รวมถึงเป็นแชมป์ 3 รายการ 3 สัปดาห์ต่อเนื่องในการแข่งขันระบบปิดเป็นครั้งที่ 2 ก่อนทะยานสู่มือ 1 โลกเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม
เรียกได้ว่าเป็นปีทองฝังเพชรของ “บาส-ปอป้อ” ทั้งคู่ฝ่ามรสุมต่างๆ มามากมายก่อนก้าวมาจนถึงมือ 1 โลก หลังจากนี้ทั้งคู่มีศึกใหญ่ส่งท้ายปีในศึกแบดมินตันชิงแชมป์โลก 2021 ที่เมืองอูเอลบา ประเทศสเปน วันที่ 12-19 ธันวาคมนี้
ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของนักตบลูกขนไก่คู่ผสมไทย กับเป้าหมาย ในการคว้าแชมป์โลกครั้งแรกให้ได้ เพื่อให้สมศักดิ์ศรีกับการเป็นมือ 1 ของโลกป้ายแดง!

